<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลิกโฉมคลองเปรมประชากร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:108.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(สภาพบ้านเรือนริมคลองเปรมประชากรที่ทรุดโทรมและปลูกสร้างลงไปในคลอง)&amp;nbsp; &amp;nbsp; (ภาพกราฟฟิกสภาพชุมชนใหม่ริมคลองเปรมฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คลองเปรมประชากรเป็นคลองสายแรกที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อร่นระยะเวลาในการล่องเรือจากกรุงเทพฯ-บางปะอิน&amp;nbsp; รวมทั้งเพื่อขยายพื้นที่ทำนาสองฝั่งคลองออกไป&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 50&amp;nbsp; กิโลเมตร&amp;nbsp; กว้าง 12 เมตร&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันสภาพลำคลองตื้นเขิน&amp;nbsp; น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; ทำให้กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; การระบายน้ำในคลองเปรมฯ จากทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยล่าช้าไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจึงมีแผนฟื้นฟูคลองเปรมประชากรทั้งระบบ&amp;nbsp; ใช้งบ 4,448&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; โดยให้ กทม.-กรมโยธาธิการ-กรมชลประทาน&amp;nbsp; สร้างเขื่อนระบายน้ำและขุดลอกคลอง&amp;nbsp; เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ&amp;nbsp; ป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; บำบัดน้ำเสีย &amp;nbsp;รวมทั้งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อรถ-ราง-เรือ &amp;nbsp;และให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตรองรับประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำคลองเปรมฯ ตามโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 38 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 6,386 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ให้แก่ชาวชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ที่ยินยอมพร้อมใจรื้อบ้านออกจากแนวคลองเปรมประชากรเป็นชุมชนแรก &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าตามแผนงานการฟื้นฟูคลองเปรมฯ ทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลองสายแรกที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ 5 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คลองเปรมประชากรเป็นคลองสายแรกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;รัชกาลที่ 5&amp;nbsp; มีพระราชดำริให้ขุดขึ้นในปี พ.ศ. 2413&amp;nbsp; เพื่อเป็นคลองลัดเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน&amp;nbsp; เริ่มจากคลองผดุงกรุงเกษมบริเวณหน้าวัดโสมนัสวิหาร &amp;nbsp;ไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางปะอิน &amp;nbsp;จังหวัดพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;ระยะทางประมาณ &amp;nbsp;50.8 กิโลเมตร&amp;nbsp; มีความกว้างประมาณ 12 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีพระราชประสงค์เพื่อย่นระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ&amp;nbsp; กับกรุงเก่า (อยุธยา) เนื่องจากเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมเป็นทางน้ำอ้อมวกเวียนใช้เวลาเดินทางนาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเพื่อขยายพื้นที่การทำนาริมสองฝั่งคลอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเดิมพื้นที่แถบนี้เป็นป่ารกเต็มไปด้วยโขลงช้างป่า &amp;nbsp;ไม่มีใครไปบุกเบิกถากถาง&amp;nbsp; เพราะไม่มีคลองน้ำ&amp;nbsp; เมื่อขุดคลองขึ้นมาแล้ว&amp;nbsp; ประชาชนจะได้มีความสะดวกสบาย&amp;nbsp; ทั้งด้านการทำมาค้าขายและการสัญจรไปมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังที่พระองค์ทรงบันทึกเอาไว้ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;จะให้ราษฎรได้ความเย็นใจ&amp;nbsp; ราษฎรชายหญิง&amp;nbsp; ทั้งคฤหัฐ&amp;nbsp; บรรพชิต&amp;nbsp; ลูกค้าวานิชและต่างภาษา&amp;nbsp; ค้าขายขึ้นล่องคลองนี้โดยสะดวกทุกท่าน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงโปรดเกล้าฯ จ้างแรงงานคนจีนมาขุด&amp;nbsp; ใช้เวลาขุด 16 เดือน &amp;nbsp;ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 2,544 ชั่ง&amp;nbsp; 2 ตำลึง (ประมาณ 203,520 บาท) &amp;nbsp;และพระราชทานนามว่า &amp;ldquo;คลองสวัสดิ์เปรมประชากร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการขุดคลองครั้งนั้นได้มีการปักหมุดหมายริมคลองเปรมฯ จากคลองผดุงกรุงเกษมถึงพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; เพื่อบอกระยะทางทุกๆ 100&amp;nbsp; เส้น&amp;nbsp; หรือ 4 กิโลเมตร&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 13&amp;nbsp; หลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันหลักหมุดทั้งหมดได้หายไป&amp;nbsp; เหลือเพียงแต่ชื่อ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลักสี่ &amp;nbsp;(กรุงเทพฯ) &amp;nbsp;และหลักหก (รังสิต)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;แผนฟื้นฟูคลองเปรมฯ ทั้งระบบ&amp;nbsp; ใช้งบ 4,448&amp;nbsp; ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2554&amp;nbsp; สาเหตุหนึ่งมาจากการระบายน้ำในคลองสายหลักในกรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากมีบ้านเรือนปลูกสร้างรุกล้ำลำคลองจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ลำคลองคับแคบ&amp;nbsp; ตื้นเขิน&amp;nbsp; ในปี 2555&amp;nbsp; คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทก (กบอ.) ได้เสนอแผนงานการแก้ไขปัญหาและป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; โดยจะมีการสร้างเขื่อนระบายน้ำและขุดลอกคลองในลำคลองสายหลักในกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จำนวน 9 แห่ง&amp;nbsp; แต่รัฐบาลในขณะนั้นยังไม่ได้ดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมารัฐบาล คสช.&amp;nbsp; โดยพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; มีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อเป็นแห่งแรกในปี 2559&amp;nbsp; โดยกรุงเทพมหานครรับผิดชอบก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำในคลองลาดพร้าวฯ เพื่อป้องกันน้ำท่วม &amp;nbsp;ระยะทางทั้งสองฝั่งประมาณ 45 กิโลเมตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่สร้างบ้านเรือนรุกล้ำคลอง&amp;nbsp; จำนวน 50 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 7,069 ครัวเรือน &amp;nbsp;(ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว &amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 35 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 3,308&amp;nbsp; ครัวเรือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; คณะรัฐมนตรี (รัฐบาล คสช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 &amp;nbsp;เห็นชอบ &amp;lsquo;แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานระบบคลองและการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมประชากร&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี (พ.ศ.2562-2570) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ&amp;nbsp; ป้องกันน้ำท่วม&amp;nbsp; และบำบัดน้ำเสียในคลองเปรมประชากรทั้งระบบ&amp;nbsp; ความยาวทั้งหมด 50.8 กิโลเมตร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตหลักสี่และจิตอาสาช่วยกันเก็บขยะในคลองเปรม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เนื่องจากคลองเปรมฯ เป็นลำคลองที่รับน้ำมาจากทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จากอยุธยา-ปทุมธานี-ลงมาถึงกรุงเทพฯ และไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามแผนงานหลักระยะเร่งด่วน &amp;nbsp;ปี 2562-2565&amp;nbsp; จำนวน 4 โครงการ&amp;nbsp; วงเงิน&amp;nbsp; 4,448 ล้านบาท&amp;nbsp; ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;1.กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; จากถนนเทศบาลสงเคราะห์ &amp;ndash; สุดเขต กทม. &amp;nbsp;ระยะทางทั้งสองฝั่ง 27.2 &amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp; วงเงิน 3,443 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;2.กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองเปรมประชากรจากคลองบ้านใหม่ &amp;ndash; คลองรังสิตประยูรศักดิ์ &amp;nbsp;วงเงิน 980 ล้านบาท &amp;nbsp;ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาและออกแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;3. กรมชลประทานดำเนินการขุดลอกคลองเปรมประชากรในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp; จากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ &amp;ndash; คลองเชียงรากน้อย &amp;nbsp;ระยะทาง 15.3 กิโลเมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;วงเงิน 16 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;4. ขุดลอกคลองเปรมประชากรในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา &amp;nbsp;จากคลองเชียงรากน้อย &amp;ndash; สถานีสูบน้ำเปรมเหนือบางปะอิน &amp;nbsp;ระยะทาง 8.1 กิโลเมตร &amp;nbsp;วงเงิน 9 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; กรุงเทพมหานครได้ก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำช่วงแรก&amp;nbsp; จากคลองบ้านใหม่ถึงหมู่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แกรนด์คาแนล&amp;nbsp; เขตดอนเมือง&amp;nbsp; ระยะทางประมาณ 460 เมตรเสร็จแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 4.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ภาพกราฟฟิกประตูระบายน้ำคลองเปรมฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้&amp;nbsp; กรุงเทพมหานครยังมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองเปรมประชากรลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระยะทาง 13.5 กิโลเมตร&amp;nbsp; มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.7 เมตร &amp;nbsp;สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร/วินาที&amp;nbsp; จะดำเนินการในปีงบประมาณ 2563-2567 &amp;nbsp;ใช้งบประมาณ 9,800 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่เขตดอนเมือง &amp;nbsp;เขตหลักสี่ &amp;nbsp;เขตบางเขน &amp;nbsp;เขตจตุจักร &amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 650 ตารางกิโลเมตร &amp;nbsp;เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่&amp;nbsp; รวมถึงยังช่วยรับน้ำฝนที่ระบายในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง คือ&amp;nbsp; นนทบุรีและปทุมธานี และสามารถสูบน้ำกลับเพื่อเจือจางน้ำเสียในคลองเปรมประชากรได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;คืนบ้านใหม่ให้พี่น้อง&amp;nbsp; คืนสายคลองให้ส่วนรวม&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; 6,836 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 4.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ภาพกราฟฟิกบ้านใหม่ของชาวชุมชนริมคลองเปรมประชากร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากแผนการฟื้นฟูคลองเปรมประชากรดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; การพัฒนาคลองเปรมฯ ทั้งระบบยังรวมถึงการพัฒนาชุมชนริมคลองเปรมฯ และพื้นที่ริมคลองด้วย &amp;nbsp;โดยการออกแบบวางผังพื้นที่ริมคลองให้องค์ประกอบต่างๆ &amp;nbsp;มีความสอดคล้องกัน &amp;nbsp;คือการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;การจัดระบบสาธารณูปโภคและผังเมือง &amp;nbsp;&amp;nbsp;การปรับปรุงภูมิทัศน์&amp;nbsp; การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แผนพัฒนาจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ &amp;nbsp;ล้อ (รถยนต์) &amp;ndash; ราง (รถไฟ-รถไฟฟ้า) &amp;ndash; เรือ &amp;ndash; ทางจักรยาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;และแผนพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำคลองเปรมฯ และวางผังเพื่อจัดระเบียบที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดำเนินการตามโครงการบ้านมั่นคงของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยรองรับประชาชนในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ&amp;nbsp; พร้อมระบบสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีระบบการจัดการน้ำเสียในครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดการขยะ&amp;nbsp; มีศูนย์เด็กเล็ก&amp;nbsp; ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์ฝึกอาชีพ&amp;nbsp; ศูนย์การเรียนรู้&amp;nbsp; ลานกีฬา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนมีสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; มีชุมชนริมคลองเปรมฯ จำนวน&amp;nbsp; 32 ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่ในเขตจตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; และดอนเมือง&amp;nbsp; และอีก&amp;nbsp; 6 หมู่บ้านอยู่ในเขต จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6,386&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ซึ่งชุมชนเหล่านี้สามารถอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ทั้งหมด&amp;nbsp; แต่จะต้องรื้อบ้านออกจากพื้นที่ริมคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนฯ&amp;nbsp; เพื่อปรับผังชุมชนแล้วก่อสร้างบ้านใหม่ทั้งหมด&amp;nbsp; เพื่อให้ทุกครอบครัวอยู่ในชุมชนเดิมได้&amp;nbsp; โดยได้รับสิทธิในที่ดินเท่ากันทุกครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบื้องต้นขนาดบ้านและแบบบ้านจะมีทั้งบ้านชั้นเดียวและสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4x7 และ 5x6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ตามขนาดพื้นที่ของชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนงบประมาณที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะสนับสนุนการก่อสร้างบ้านใหม่จะเหมือนกับที่ดำเนินการในชุมชนริมคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ&amp;nbsp; โดยแบ่งเป็น 1.การปรับปรุงสาธารณูปโภค&amp;nbsp; อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ&amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp; รวมครัวเรือนละ 147,000 บาท&amp;nbsp; 2.งบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; วงเงินครัวเรือนละไม่เกิน 360,000 บาท &amp;nbsp;ผ่อนชำระ 20 ปี &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4%&amp;rdquo;&amp;nbsp; ธนัชแจงรายละเอียดการสนับสนุนของ พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลเอกประยุทธ์เป็นประธานยกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ชุมชนริมคลองเปรมฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีและคณะ&amp;nbsp; ได้เดินทางมาประธานพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ให้แก่ชาวชุมชนประชาร่วมใจ 2 เขตจตุจักร&amp;nbsp; ซึ่งเป็นชุมชนแรกที่มีการรื้อย้ายและสร้างบ้านใหม่จำนวนทั้งหมด 210 ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะเริ่มสร้างบ้านเฟสแรกแรกจำนวน&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; หลัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(พลเอกประยุทธ์ประธานพิธียกเสาเอกบ้านมั่นคงริมคลองเปรมฯ หลังแรก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า&amp;nbsp; ชุมชนประชาร่วมใจ 2 &amp;nbsp;เป็นชุมชนแรกในคลองเปรมประชากรที่มีการพัฒนา&amp;nbsp; จากเดิมที่ชุมชนอยู่อาศัยอย่างไม่ถูกต้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลก็ทำให้พี่น้องได้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เป็นบ้านที่ถูกกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยทุกคนภายในปี 2579&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนอกจากจะดำเนินการพัฒนาในคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าวแล้ว&amp;nbsp; ต่อไปก็จะพัฒนาคลองสายอื่นในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;รวมทั้งหมด 9 คลองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญ&amp;nbsp; เป็นโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; ที่จะทำให้คูคลองมีความสะอาด&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้ทุกฝ่าย&amp;nbsp; ทุกหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อน&amp;nbsp; ร่วมมือกันพัฒนา&amp;nbsp; เหมือนกับคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; ทำให้บ้านน่าอยู่มีความสวยงาม&amp;nbsp; ซึ่งต่อไปชุมชนจะต้องทำเรื่องท่องเที่ยว&amp;nbsp; ทำเรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และเรื่องสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และให้ปลูกต้นไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสถานที่ให้เด็กได้พักผ่อน&amp;nbsp; มีที่ค้าขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; และให้ทุกคนช่วยกันดูแลคลอง&amp;nbsp; เพื่ออนาคตของลูกหลานต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ 10 ไร่เศษ&amp;nbsp; และมอบใบอนุญาตก่อสร้างบ้านจำนวน 210&amp;nbsp; หลังให้แก่ผู้แทนชุมชนประชาร่วมใจ 2&amp;nbsp; ส่วนการก่อสร้างบ้านเฟสแรกจำนวน 20 หลัง&amp;nbsp; จะใช้เวลาประมาณ 8 เดือน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะทยอยสร้างในเฟสต่อไป&amp;nbsp; รวมทั้งชุมชนอื่นๆ ที่มีความพร้อมก็จะทยอยรื้อย้ายเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่ภายในปีนี้&amp;nbsp; ตามแผนงานการก่อสร้างบ้านในชุมชนริมคลองเปรมฯ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปทุมธานีทั้งหมด 6,386 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;จะแล้วเสร็จภายในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าวและเขื่อนระบายน้ำที่สร้างเสร็จแล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนประชาร่วมใจ 2 เป็นชุมชนแห่งแรกในคลองเปรมประชากรที่ชาวชุมชนร่วมใจกันรื้อบ้านออกจากแนวคลองเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการพัฒนาคลองเปรมฯ ทั้งระบบ&amp;nbsp; โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กองทัพภาคที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp; กรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; กรมธนารักษ์&amp;nbsp; กรมส่งเสริมสหกรณ์&amp;nbsp; สำนักงานเขตต่างๆ&amp;nbsp; และหน่วยงานในท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี&amp;nbsp; ได้ร่วมกันจัดเวทีประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีชุมชนที่เข้าร่วมทั้งหมด&amp;nbsp; 32 ชุมชนในเขตกรุงเทพฯ&amp;nbsp; และ 6 หมู่บ้านในเขต จ.ปทุมธานี&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6,386 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาคลองเปรมฯ ทั้งหมดนี้&amp;nbsp; จะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวคลองและแนวก่อสร้างเขื่อนระบายน้ำ&amp;nbsp; และปรับผังชุมชนเพื่อก่อสร้างบ้านและชุมชนใหม่ในที่ดินเดิม&amp;nbsp; โดยชุมชนจะต้องรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานเพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลและร่วมกันบริหารจัดการโครงการ&amp;nbsp; และทำสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์อย่างถูกต้อง&amp;nbsp; เปลี่ยนสถานะจากผู้บุกรุกเป็นชุมชนที่เช่าที่ดินอย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; ระยะเวลาเช่าช่วงแรก 30 ปี&amp;nbsp; อัตราค่าเช่าผ่อนปรน (ประมาณ 1.50-3 บาท/เดือน/ตารางวา)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรูปแบบบ้านมีหลายขนาดเพื่อให้ชาวชุมชนได้ร่วมออกแบบและเลือกให้ตรงกับความต้องการ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านแถว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านแถวชั้นเดียว&amp;nbsp; ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคา 290,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 1,500 บาท&amp;nbsp; บ้านแถวสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4 X 7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคา 450,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท&amp;nbsp; บ้านแถวสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 5 X 6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ราคา 450,000 บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 2,600 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะเวลาผ่อนชำระ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เปิดใจเจ้าของบ้านหลังแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สมร&amp;nbsp; จันทร์ฉุน&amp;nbsp; ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ในฐานะประธานสหกรณ์เคหสถานประชาร่วมใจ 2&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านในชุมชนรู้สึกตื่นเต้นและปลื้มใจที่นายกฯ เห็นความสำคัญในการพัฒนาชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; และมาเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านใหม่ซึ่งหากสร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ชาวชุมชนก็จะร่วมกันฟื้นฟูคลอง&amp;nbsp; เพราะเมื่อก่อนน้ำในคลองยังสะอาด&amp;nbsp; ชาวบ้านตักน้ำในคลองมาใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตักใส่ตุ่มแล้วเอาสารส้มแกว่งให้ตกตะกอน&amp;nbsp; ในคลองก็ยังมีคนปลูกผักบุ้งขาย&amp;nbsp; แต่เดี๋ยวนี้เน่าสนิท&amp;nbsp; จึงอยากช่วยกันฟื้นฟูคลองให้ดีเหมือนเดิม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนเรื่องการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เราก็จะเว้นพื้นที่เพื่อให้มีสถานที่ออกกำลังกาย&amp;nbsp; มีสวนหย่อมเป็นที่พักผ่อน&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมอาชีพชาวชุมชนเพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนที่อยู่บ้านเฉยๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีงานทำ&amp;nbsp; รวมทั้งผู้สูงอายุ&amp;nbsp; เราจะประสานกับหน่วยงานให้เข้ามาส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มณีรัตน์ ภู่บำรุง&amp;nbsp; เจ้าของบ้านหลังแรกที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้าน&amp;nbsp; เล่าว่า &amp;nbsp;อาศัยอยู่ที่ชุมชนประชาร่วมใจ 2 มานานกว่า 30 ปี&amp;nbsp; อาชีพค้าขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง &amp;nbsp;สมาชิกในครอบครัวมีทั้งหมด 5 คน &amp;nbsp;เมื่อก่อนคนยังอยู่ไม่เยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำในคลองจะใส&amp;nbsp; ไม่ดำเหมือนปัจจุบัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(เจ้าของบ้านหลังแรก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ได้ไปดูตัวอย่างที่คลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เห็นแล้วเราก็อยากได้บ้านแบบนั้นบ้าง&amp;nbsp; เพราะมันสวยและดูเป็นระเบียบ&amp;nbsp; ส่วนสภาพบ้านของเราก็เก่าและทรุดโทรมแล้ว&amp;nbsp; เพราะอยู่กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ &amp;nbsp;จึงพร้อมใจเข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกไม่กี่เดือนก็จะได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; เป็นบ้านแถว 2 ชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4&amp;times;7 &amp;nbsp;ตารางเมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผ่อนชำระให้สหกรณ์ฯ เดือนละ 2,820 บาท &amp;nbsp;ราคาบ้านทั้งหลังประมาณ 430,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งถือว่าเป็นราคาบ้านที่ไม่แพงมาก&amp;nbsp; เรามีกำลังที่จะส่งไหว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดีใจมากที่นายกฯ มาเป็นประธานลงเสาเอกให้&amp;nbsp; และรู้สึกดีใจที่ได้บ้านในโครงการนี้ &amp;nbsp;อยากขอบคุณรัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือโครงการนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะแต่ก่อนที่เราอยู่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มันไม่ใช่ที่ของเรา &amp;nbsp;ตอนนี้เราได้บ้านมั่นคงมาเป็นบ้านของเรา เป็นที่ของเราถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาไล่ที่เรา&amp;rdquo;&amp;nbsp; เจ้าของบ้านหลังแรกบอกถึงความรู้สึก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;9 ขั้นตอนสร้าง &amp;lsquo;บ้านมั่นคงริมคลอง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; มีหลักการสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ให้ชาวบ้านหรือผู้ที่เดือดร้อนรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ส่วน พอช. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายสนับสนุน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน พอช.สนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 1,231 โครงการ จำนวน 112,777 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนัช&amp;nbsp; นฤพรพงศ์&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงในคลองลาดพร้าวและคลองบางซื่อ&amp;nbsp; รวมทั้งคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; ต่างก็มีกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยเหมือนกัน&amp;nbsp; โดยมีกระบวนการ 9 ขั้นตอน&amp;nbsp; ดังนี้&amp;nbsp; 1.สร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp; โดย พอช.จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;2.ทบทวนข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; โดย พอช.ร่วมกับชุมชน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลครัวเรือนและชุมชน&amp;nbsp; สำรวจปัญหาและความต้องการของชุมชน&amp;nbsp; จำนวนผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3.จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อสร้างวินัยการออมและเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp; และจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; สำหรับทำนิติกรรมสัญญา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เช่าที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; และบริหารจัดการโครงการ&amp;nbsp; โดยมีคณะกรรมการที่มาจากชาวชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;4.รังวัด&amp;nbsp; เช่าที่ดิน&amp;nbsp; ออกแบบ&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองมีเนื้อที่และจำนวนครัวเรือนไม่เท่ากัน&amp;nbsp; บ้านบางหลังมีเนื้อที่มาก&amp;nbsp; จึงต้องรังวัดและออกแบบให้ทุกครอบครัวสามารถอยู่ในชุมชนเดิมได้&amp;nbsp; โดยทุกครอบครัวจะได้สิทธิ์ในที่ดินเท่ากัน&amp;nbsp; และออกแบบผังชุมชนให้ตรงกับความต้องการของชาวชุมชน&amp;nbsp; และที่สำคัญคือการเช่าที่ดินราชพัสดุอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;5.อนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; ชุมชนที่จัดทำกระบวนการตามข้อ 1-4 เสร็จแล้ว&amp;nbsp; จะต้องส่งโครงการเข้ามาเพื่อให้ พอช.อนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; 6.ขออนุญาตก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; รื้อบ้าน&amp;nbsp; รื้อระบบประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมสร้างบ้านสร้างชุมชนใหม่&amp;nbsp; 7.เบิกจ่ายงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;8.ก่อสร้างบ้านและสาธารณูปโภค&amp;nbsp; โดยสหกรณ์เคหสถานที่ชุมชนจัดตั้งขึ้นมาจะบริหารจัดการก่อสร้าง&amp;nbsp; โดยการจ้างผู้รับเหมา&amp;nbsp; และมีคณะกรรมการตรวจสอบ&amp;nbsp; ตรวจรับงาน&amp;nbsp; 9.พัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ&amp;nbsp; หลังจากสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชน&amp;nbsp; แต่ละชุมชนจะมีแผนการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ปลูกต้นไม้&amp;nbsp; ปรับภูมิทัศน์&amp;nbsp; จัดการขยะ&amp;nbsp; บำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพและกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งเด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; แม่บ้าน&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; และผู้พิการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการบ้านมั่นคงริมคลองนี้เมื่อแล้วเสร็จ&amp;nbsp; จะทำให้ชาวชุมชนที่เคยรุกล้ำคลอง&amp;nbsp; ก่อสร้างบ้านไม่ถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; เปลี่ยนมาเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างถูกต้อง&amp;nbsp; โดยการเช่าที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์&amp;nbsp; และได้รับใบอนุญาตก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; เมื่อสร้างบ้านแล้วเสร็จ&amp;nbsp; ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในทุกมิติ&amp;nbsp; รวมทั้งจะร่วมกันฟื้นฟูและดูแลคลองให้มีสภาพดีขึ้น&amp;nbsp; เป็นการคืนบ้านใหม่ให้พี่น้อง&amp;nbsp; คืนสายคลองให้ส่วนรวมอย่างแท้จริง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง  พอช.กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภาฯ&amp;nbsp;เพื่อยกระดับกองทุนฯ ให้เข้มแข็งมี กม.รองรับเป็นระบบสวัสดิการของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การจัดงาน &amp;lsquo;พลังสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2020&amp;rsquo; เมื่อเร็วๆ นี้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนเตรียมเสนอ &amp;lsquo;ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน พ.ศ......&amp;rsquo; เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อยกระดับสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็ง &amp;nbsp;มีกฎหมายรองรับเป็นระบบหนึ่งของสวัสดิการสังคมของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนกิจการของกองทุนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่มีกองทุนสวัสดิการชุมชนเกิดขึ้นทั่วประเทศแล้ว 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิด-ตายรวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สวัสดิการสังคมถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย&amp;nbsp; เพราะแต่ไหนแต่ไรมา&amp;nbsp; กลุ่มคนที่จะมีสวัสดิการช่วยเหลือในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; เสียชีวิต&amp;nbsp; ช่วยเหลือบุตร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่คือข้าราชการ&amp;nbsp; พนักงานรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; พนักงานบริษัทเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวบ้านธรรมดาๆ ประชาชนที่ไร้สังกัดทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; ล้วนแต่ไม่มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกเขาจึงได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือกันเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; กลุ่มฌาปนกิจ&amp;nbsp; กลุ่มผู้สูงอายุ&amp;nbsp; กลุ่มเกษตรกร&amp;nbsp; กลุ่มอาชีพต่างๆ&amp;nbsp; โดยการสะสมเงินเข้ากองทุนร่วมกัน&amp;nbsp; แล้วนำเงินกองทุนมาบริหารจัดการ&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตามวัตถุประสงค์ของกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการอย่างเป็นทางการของภาคประชาชน&amp;nbsp; เริ่มขึ้นในช่วงปี 2548&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; สนับสนุนให้ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ รวมกลุ่มกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในระดับตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; มีพื้นที่นำร่อง 99 ตำบล&amp;nbsp; โดยนำแนวคิดมาจาก &amp;lsquo;ครูชบ&amp;nbsp; ยอดแก้ว&amp;rsquo; (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ผู้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์บ้านน้ำขาว&amp;nbsp; อ.จะนะ&amp;nbsp; จ.สงขลา&amp;nbsp; โดยนำผลกำไรจากการปล่อยเงินให้สมาชิกกู้ยืมมาจัดเป็นสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่ พอช.สนับสนุนนี้&amp;nbsp; จะเน้นให้ชาวบ้านออมเงินเข้ากองทุนวันละ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ถือเป็นการ &amp;lsquo;ออมบุญ&amp;rsquo; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกัน&amp;nbsp; หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการวันละบาท&amp;rdquo; (เดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; ตามความสะดวกของสมาชิกและการบริหารจัดการ) &amp;nbsp;โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากสมาชิกเข้ามาบริหารจัดการ &amp;nbsp;เมื่อกองทุนมีเงินมากขึ้น&amp;nbsp; ผู้ที่เป็นสมาชิกมาแล้วอย่างน้อย &amp;nbsp;6 เดือนจึงจะได้รับการช่วยเหลือตามข้อตกลงของแต่ละกองทุน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกที่คลอดบุตรรายละ 500-1,000 บาท&amp;nbsp; ช่วยในยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ช่วยทุนการศึกษาบุตรหลาน&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ช่วยสมาชิกเสียชีวิตรายละ 3,000 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แม้ว่าจะเป็นเงินไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านก็มีกองทุนเอาไว้ช่วยเหลือกันในยามจำเป็น&amp;nbsp; บางกองทุนยังนำเงินมาส่งเสริมอาชีพในชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้กู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; รวมทั้งขยายไปทำเรื่องอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การจัดการขยะในชุมชน&amp;nbsp; แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ดูแลสุขภาพคนในชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในปี 2553 รัฐบาลขณะนั้น&amp;nbsp; เห็นความสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชนจึงได้สนับสนุนกองทุนฯ โดยสมทบเงินผ่าน พอช.เข้ากองทุนฯ&amp;nbsp; ในอัตรา 1 บาท/คน/วัน (ไม่เกินคนละ 365 บาท/ปี)&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.หลายแห่งได้สมทบเงินเข้ากองทุนด้วยเช่นกัน&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกได้ทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว 5,997 กองทุน&amp;nbsp;เงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู &amp;nbsp;ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีสมาชิกรวมกัน 5,911,137 คน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&amp;nbsp; เงินกองทุนทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 60% มาจากสมาชิก&amp;nbsp; ส่วนทิศทางหลักการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการในปี 2563 นี้&amp;nbsp; คือต้องการเห็นกองทุนเชิงคุณภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปี 2563 จะทำอย่างไรให้เกิดคุณภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักคิดสำคัญต้องดูแลคนทุกกลุ่มแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิก&amp;nbsp; &amp;nbsp;มุ่งเป้าหมายที่คนเดือดร้อน &amp;nbsp;คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราไม่ได้ทำแข่งกับหน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;แต่มาช่วยเสริม&amp;nbsp; โดยในปี 2563-2565 จะเน้นทำให้กองทุนสวัสดิการมีคุณภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายแก้วกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีเป้าหมาย&amp;nbsp; ระดับตำบล&amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นเครื่องมือในการสร้างชุมชนเข้มแข็ง&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการเป็นมรดกของลูกหลาน &amp;nbsp;เป็นสมบัติของแผ่นดิน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้กองทุนมีความเข้มแข็ง &amp;nbsp;คนทุกกลุ่มเข้าถึงกองทุนได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับจังหวัด ต้องพัฒนาความสามารถเครือข่ายสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการจะโดดเดี่ยวไม่ได้&amp;nbsp; เชื่อมโยงผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; และมีการสอบทานกันเอง &amp;nbsp;ต้องจัดทำรายงานทุกปีเพื่อให้ท้องถิ่น&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)&amp;nbsp; รับรู้เรื่องราวของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; และทำงานร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับภาค&amp;nbsp; ตอนนี้ทำทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ&amp;nbsp; แต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน&amp;nbsp; ระดับภาคขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาระบบข้อมูล องค์ความรู้สวัสดิการชุมชน องค์ความรู้มีความสำคัญ&amp;nbsp; ต้องรู้ว่ากองทุนไปทำเรื่องบ้าน &amp;nbsp;เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษาจำนวนเท่าไหร่ &amp;nbsp;ข้อมูลเป็นหัวใจของการพัฒนา&amp;nbsp; ข้อมูลจะถูกลำเรียงจากระดับล่างสู่ระดับบน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระดับนโยบาย &amp;nbsp;ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 43 (4)&amp;nbsp; คือ จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;โดยขณะนี้กำลังยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; เพื่อจะเสนอเป็นกฎหมายโดยการเข้าชื่อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เราต้องการยกกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; กฎหมายนี้เป็นกฎหมายส่งเสริม&amp;nbsp; คิดว่าหากเรามีระเบียบ มีกฎหมายรองรับไว้&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อป้องกันความเสี่ยง&amp;nbsp; ผมเชื่อว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นนวัตกรรมทางสังคม&amp;nbsp; เริ่มจากประชาชน รัฐหนุนเสริมกองทุนสวัสดิการร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีความเข้มแข็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายแก้วกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัดสระแก้วช่วยเหลือสร้างบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เตรียมผลักดัน &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ.....&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปาลิน&amp;nbsp; ธำรงรัตนศิลป์&amp;nbsp; คณะทำงานติดตามและพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ขณะนี้เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศได้เตรียมการผลักดัน &amp;lsquo;ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน พ.ศ......&amp;rsquo; เพื่อนำไปเสนอเป็นกฎหมาย โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนสามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีฐานะเป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;มีคุณภาพ &amp;nbsp;มีกฎหมายรองรับให้เป็นระบบหนึ่งของสวัสดิการสังคมของประเทศ&amp;nbsp; โดยในเร็วๆ นี้คณะผู้แทนเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนฯ จะเข้าพบกับนายชวน&amp;nbsp; หลีกภัย&amp;nbsp; ประธานสภาผู้แทนราษฎร&amp;nbsp; เพื่อขอคำแนะนำในการเสนอร่าง พ.ร.บ.และผลักดันร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปาลินกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมสวัสดิการของชุมชนฯ&amp;nbsp; เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 &amp;nbsp;หมวด 3 &amp;nbsp;สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 43&amp;nbsp; ที่ระบุว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (4) จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;สิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรค 1 หมายรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเหตุผลในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; เนื่องจากกลุ่มและองค์กรชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ได้รวมตัวกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลเพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกันตั้งแต่ปี 2548 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีแนวคิดหลักคือ &amp;ldquo;การให้อย่างมีคุณค่า&amp;nbsp; และรับอย่างมีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหลักการสำคัญคือ&amp;nbsp; สมาชิกกองทุนฯ จะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกันตามข้อตกลงของสมาชิกแต่ละกองทุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร&amp;nbsp; ช่วยเหลือ 500&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยตั้งแต่&amp;nbsp; 3,000-30,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีองค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนในสัดส่วน 1 ต่อ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้กองทุนเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่เนื่องจากที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนยังไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; หน่วยงาน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้ามาให้การสนับสนุน&amp;nbsp; รวมทั้งเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนก็อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนในชุมชน&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามาสนับสนุนกิจการของกองทุน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมที่เกื้อกูลกัน เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศและภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปาลินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; ยังเสนอให้มีการแต่งตั้ง &amp;lsquo;คณะกรรมการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนแห่งชาติ&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีหน้าที่เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp;ด้านนโยบายการจัดสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;ให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ &amp;nbsp;มาตรการด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร &amp;nbsp;ประสานนโยบายและแผน สร้างความร่วมมือกับส่วนราชการ ท้องถิ่น เอกชน&amp;nbsp; รวมทั้งมีมาตรการส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงเนื้อหาให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น&amp;nbsp; โดยมีองค์กรภาคีต่างๆ ร่วมให้การสนับสนุนและผลักดัน พ.ร.บ.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถาบันพระปกเกล้า&amp;nbsp; สถาบันพัฒนศาสตร์&amp;nbsp; ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; เครือข่ายสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 5,997 กองทุน&amp;nbsp; มีสมาชิกรวมกัน 5,911,137 คน&amp;nbsp; จำนวนหมู่บ้านที่ร่วมจัดตั้งกองทุน 52,784 หมู่บ้าน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนรวมกัน 15,987 ล้านบาท&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิด-ตาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp; 2,024,788 &amp;nbsp;คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท&amp;nbsp; (ในปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้กองทุนสวัสดิการชุมชนรวม 461 ล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนหลายแห่งยังขยายงานสวัสดิการชุมชนไปสู่การพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดูแลป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จัดการขยะ&amp;nbsp; นำขยะไปรีไซเคิล&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพสมาชิก&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; ผู้สูงอายุด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เปิด &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; จ.ขอนแก่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เปิดฝันของ &amp;lsquo;คนไร้บ้าน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พิธีเปิดบ้านโฮมแสนสุข)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp; 17 มกราคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีพิธีเปิด &amp;lsquo;ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; จังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;โดยมีนายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เป็นประธานในพิธี&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีนายปานทอง สระคูพันธ์ &amp;nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น &amp;nbsp;นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น &amp;nbsp;พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมแสดงความยินดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีผู้แทนสมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายการพัฒนา&amp;nbsp; และประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; &amp;nbsp;ตั้งอยู่ที่ถนนเหล่านาดี &amp;nbsp;ตำบลในเมือง อำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; ขนาดเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ&amp;nbsp; ได้รับงบประมาณสนับสนุนการซื้อที่ดินและก่อสร้างจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จำนวน&amp;nbsp; 24.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; นอกจากพิธีเปิดในวันนี้แล้ว&amp;nbsp; ยังมีการลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้าน คนเปราะบาง และคนจนผู้เข้าไม่ถึงสิทธิ์ในจังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมลงนาม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายคนไร้บ้าน&amp;nbsp; นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น&amp;nbsp; รองผู้ว่า จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์คนไร้บ้าน &amp;lsquo;ศูนย์ตั้งหลักชีวิต&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุชิน&amp;nbsp; เอี่ยมอินทร์&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;ลุงดำ&amp;rsquo; นายกสมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; กลุ่มคนไร้บ้านถือเป็นกลุ่มคนที่เปราะบางในสังคม&amp;nbsp; บางคนมีปัญหาครอบครัว&amp;nbsp; เจ็บป่วย&amp;nbsp; พิการ&amp;nbsp; ตกงาน&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; หรือมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะหาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;บางคนเพิ่งพ้นโทษไม่มีที่ไป &amp;nbsp;บางคนชอบชีวิตอิสระ&amp;nbsp; จึงออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใต้สะพาน&amp;nbsp; สวนหย่อม&amp;nbsp; สถานีรถไฟ&amp;nbsp; สถานีขนส่ง&amp;nbsp; หรือที่รกร้างว่างเปล่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีอาชีพเก็บขยะรีไซเคิลขาย&amp;nbsp; หรือรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; มีรายได้ไม่แน่นอน&amp;nbsp; แต่ไม่อยากจะเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ของทางราชการ&amp;nbsp; เพราะมีกฎระเบียบ&amp;nbsp; มีการกำหนดเวลาเข้า-ออก&amp;nbsp; ห้ามเอาของเก่าที่เก็บมาขายเข้าไป&amp;nbsp; จึงไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไร้บ้านที่ต้องออกเก็บขยะรีไซเคิลตั้งแต่เช้ามืด&amp;nbsp; และกลับตอนค่ำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการมีศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านจึงเป็นทางออกหรือเป็นแสงสว่างของกลุ่มคนไร้บ้าน&amp;nbsp; และถือเป็น &amp;lsquo;ศูนย์ตั้งหลักชีวิต&amp;rsquo; เพราะทำให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง &amp;nbsp;เมื่อมีที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; มีรายได้ ก็จะทำให้คนไร้บ้านคิดถึงอนาคต &amp;nbsp;และสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ &amp;nbsp;โดยมีหน่วยงานต่างๆ เป็นพี่เลี้ยงและให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายสลัมสี่ภาค&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สมาคมคนไร้บ้าน&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างศูนย์ฯ ผ่าน พอช.&amp;nbsp; มีทั้งหมด 3 แห่ง&amp;nbsp; คือ 1. เชียงใหม่&amp;nbsp; เปิดดำเนินการแล้ว&amp;nbsp; รองรับคนไร้บ้านได้ประมาณ&amp;nbsp; 70 คน&amp;nbsp; 2.ขอนแก่น&amp;nbsp; และ 3.ปทุมธานี&amp;nbsp; กำลังก่อสร้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงดำบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพบุคคลและสร้างชุมชนคนไร้บ้าน&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo;&amp;nbsp; เป็นการดำเนินงานตาม &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 1,050,000 &amp;nbsp;ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.โครงการบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านพอเพียง&amp;nbsp; 3.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; คลองบางซื่อ&amp;nbsp; และคลองเปรมประชากร&amp;nbsp; และ 4.กลุ่มคนไร้บ้าน (จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ขอนแก่น&amp;nbsp; และปทุมธานี&amp;nbsp; รวม 698 ราย&amp;nbsp; งบประมาณรวม 118 ล้านบาทเศษ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จากข้อมูลการสำรวจจำนวนคนไร้บ้านในปี 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พบคนไร้บ้านในเขตเทศบาล&amp;nbsp; และเมืองใหญ่ทั่วประเทศจำนวน&amp;nbsp; 2,774 คน&amp;nbsp; ในจังหวัดขอนแก่นพบจำนวน 137 ราย&amp;nbsp; โดยในวันที่ 24 มกราคมนี้&amp;nbsp; จะมีการจัดงานสัมมนาที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลการสำรวจคนไร้บ้านทั่วประเทศมาวางแผนแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายต่อไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชีวิตใหม่ที่บ้านโฮมแสนสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์ฟื้นฟูฯ คนไร้บ้าน&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; มีเนื้อที่ประมาณ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่เศษ&amp;nbsp; เริ่มก่อสร้างในปี 2561&amp;nbsp; ใช้งบประมาณทั้งหมด 24.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ภายในแบ่งเป็นห้องพัก&amp;nbsp; รองรับคนไร้บ้านได้ 68 ราย (หมุนเวียนกันเข้ามาอยู่อาศัย)&amp;nbsp; โดยแบ่งเป็น 1. ห้องชั่วคราว (พัก 1-2 สัปดาห์)&amp;nbsp; 2.ห้องประจำ (อยู่ 1 เดือนขึ้นไป)&amp;nbsp; และ 3. ห้องมั่นคง (อยู่ระยะยาวสำหรับคนที่มีเป้าหมายจะตั้งหลักชีวิต)&amp;nbsp; ปัจจุบันมีคนไร้บ้านอยู่ห้องมั่นคงแล้ว 17 ราย&amp;nbsp; และหมุนเวียนมาอาศัยต่อเดือนประมาณ 50 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้สมาชิกภายในศูนย์ฯ ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนคนไร้บ้านขึ้นมา&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.ออมเพื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สร้างอนาคตใหม่&amp;nbsp; 2.ออมเพื่อสุขภาพ&amp;nbsp; การรักษาพยาบาล&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3.ออมเพื่ออาชีพ โดยแต่ละคนจะต้องออมเงินอย่างน้อยคนละ 60 บาทต่อเดือน ปัจจุบันมีเงินออมรวมกันประมาณ 30,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ดวงใจ หงษ์กา ในห้องพักขนาดกว้างประมาณ 2.50 X 3 เมตร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดวงใจ&amp;nbsp; หงษ์กา &amp;nbsp;อายุ 34 ปี&amp;nbsp; ผู้แทนศูนย์คนไร้บ้าน &amp;lsquo;บ้านโฮมแสนสุข&amp;rsquo; &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้มีคนไร้บ้านเข้ามาอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้จำนวน 17 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคนไร้บ้านจะบริหารจัดการกันเอง&amp;nbsp; มีการตั้งกฎระเบียบในอยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ห้ามดื่มเหล้า&amp;nbsp; ห้ามสูบบุหรี่&amp;nbsp; ห้ามเล่นการพนัน&amp;nbsp; ห้ามลักขโมย&amp;nbsp; ห้ามส่งเสียงรบกวนคนอื่น&amp;nbsp; ต้องช่วยกันออกค่าน้ำ&amp;nbsp; ค่าไฟ&amp;nbsp; ค่าบำรุงที่พัก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการทำกิจกรรมร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงเป็ด&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; เลี้ยงปลาดุก&amp;nbsp; เพาะเห็ด&amp;nbsp; เพื่อเอามาทำอาหาร&amp;nbsp; มีกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือดูแลกัน &amp;nbsp;ทำให้ชีวิตคนไร้บ้านดีขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp; เพราะมีที่พักเป็นหลักแหล่ง&amp;nbsp; ไม่ต้องเร่ร่อน&amp;nbsp; มีเพื่อนพูดคุยปรับทุกข์&amp;nbsp; มีรายได้จากการเก็บของเก่า&amp;nbsp; ขายซื้อผ้ามือสอง&amp;nbsp; ทำงานฝีมือ&amp;nbsp; เอายางรถยนต์เก่ามาทำเป็นกระถางต้นไม้ส่งขาย&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนหนูอาศัยอยู่แถวศาลหลักเมือง&amp;nbsp; ตอนนี้อยู่กับแฟนในศูนย์ฯ หนูมีอาชีพเก็บของเก่าขาย ส่วนแฟนมีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เมื่อก่อนจะเก็บของเก่าเอาไปขาย 3-4 วันครั้งหนึ่งจะได้เงินประมาณ 1,000 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ได้ไม่ถึง&amp;nbsp; เพราะของเก่าราคาตก&amp;nbsp; อยู่ในศูนย์ทุกคนก็ต้องช่วยกันออกค่าน้ำเดือนละ&amp;nbsp; 75 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่าไฟเฉลี่ยกันจ่ายตามมิเตอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าที่พักถ้าอยู่เป็นห้องเป็นครอบครัวเดือนละ 500 บาท&amp;nbsp; คนโสดหรือไม่มีรายได้ไม่ต้องเสีย&amp;nbsp; หนูตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่อีกประมาณ 2 ปีก็จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกกับแฟน หรืออาจจะเข้าร่วมกับโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. เพื่อจะได้มีบ้านเป็นของตั2.5วเอง &amp;nbsp;ตอนนี้กำลังเก็บเงินฝากเอาไว้ในกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; และถ้าหนูออกไปอยู่ข้างนอก&amp;nbsp; คนไร้บ้านคนอื่นก็จะได้เข้ามาอยู่แทน&amp;rdquo; ดวงใจบอกถึงแผนชีวิตในวันข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกสัปดาห์&amp;nbsp; สมาชิกบ้านโฮมแสนสุขจะออกไป &amp;lsquo;เดินกาแฟ&amp;rsquo; คือ &amp;nbsp;เอาน้ำดื่ม&amp;nbsp; ขนม&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ ไปให้คนไร้บ้านในเมืองขอนแก่นที่ยังใช้ชีวิตในที่สาธารณะ&amp;nbsp; เพื่อเยี่ยมเยียน&amp;nbsp; ให้คำแนะนำการใช้ชีวิต&amp;nbsp; หากใครสนใจอยากจะมาอยู่ที่บ้านโฮมแสนสุขก็ต้องลองเข้ามาใช้ชีวิต&amp;nbsp; ปฏิบัติตามระเบียบที่มีอยู่&amp;nbsp; หากใครผ่านด่านทดสอบเบื้องต้นก็จะได้เป็นสมาชิกใหม่ของบ้านโฮมแสนสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมาชิกบางส่วนของบ้านโฮมแสนสุข)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ไร้บ้าน&amp;nbsp; แต่ไม่ &amp;lsquo;ไร้ฝัน&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉัตรชัย&amp;nbsp; ทองคำ &amp;nbsp;อายุ 29 ปี&amp;nbsp; ชาวอุดรธานี&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; พ่อแม่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จึงพาตนเองออกเร่ร่อนไปรับจ้างทำงานต่างๆ ตั้งแต่อายุได้เพียง 10 ขวบ&amp;nbsp; ได้เรียนบ้าง&amp;nbsp; ไม่ได้เรียนบ้าง&amp;nbsp; เพราะต้องร่อนเร่ตามพ่อแม่ไปเรื่อยๆ จนโตเป็นหนุ่มจึงมาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น&amp;nbsp; อาศับหลับนอนตามที่สาธารณะต่างๆ&amp;nbsp; มีรายได้จากการเก็บของเก่าขาย&amp;nbsp; และรับจ้างทำงานทั่วไป&amp;nbsp; พอให้มีรายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง&amp;nbsp; ส่วนพ่อแม่ตอนนี้มีอาชีพเร่ขายน้ำมะพร้าวอ่อน&amp;nbsp; ยังอาศัยหลับนอนอยู่ในที่สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมาอยู่ที่นี่ก่อนที่จะสร้างบ้านโฮมแสนสุขเสร็จ&amp;nbsp; เพราะมีแฟนแล้ว&amp;nbsp; จึงไม่อยากจะเร่ร่อนอีก&amp;nbsp; พอมาเจอกลุ่มคนไร้บ้านชวนให้มาอยู่&amp;nbsp; ผมกับแฟนจึงมาอยู่ที่นี่&amp;nbsp; ช่วยกันทำงานรับจ้างก่อสร้างและถีบซาเล้งเก็บของเก่าขาย&amp;nbsp; บางวันที่ไม่มีงานผมจะไปตกปลาที่บึงหนองโคตร (บึงสาธารณะขนาดใหญ่ใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น) ได้ปลานิล&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; ปลาสวาย&amp;nbsp; เอาปลาไปขายได้ประมาณวันละ 300 บาท&amp;nbsp; และเก็บเอาไว้กินด้วย&amp;nbsp; ทุกเดือนผมจะออมเงินเข้ากลุ่มออมทรัพย์เดือนละ 200 บาท&amp;nbsp; ตอนนี้มีเงินออมประมาณ 1,400 บาท&amp;nbsp; ถ้าเก็บเงินได้เยอะ&amp;nbsp; ผมกับแฟนจะไปหาบ้านอยู่ข้างนอก&amp;nbsp; ไม่อยากให้ลูกเกิดอยู่ในนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ฉัตรชัยบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชายหนุ่ม (สงวนชื่อ) สมาชิกบ้านโฮมแสนสุขอีกคน&amp;nbsp; บอกว่า อยากให้ &amp;lsquo;อาจารย์ยักษ์&amp;rsquo; (วิวัฒน์&amp;nbsp; ศัลยกำธร) มาช่วยสอนเรื่องเกษตรพอเพียง&amp;nbsp; และให้ &amp;lsquo;โจน&amp;nbsp; จันได&amp;rsquo; มาสอนเรื่องทำบ้านดินให้แก่คนไร้บ้านที่นี่&amp;nbsp; โดยยึดหลักเกษตรพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต&amp;nbsp; เชื่อว่าจะทำให้คนไร้บ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าผมเก็บเงินได้สัก 4 หมื่นบาท&amp;nbsp; ผมจะไปหาซื้อที่ดินข้างนอก&amp;nbsp; เพราะอำเภอรอบนอกยังหาซื้อที่ดินในราคานี้ได้&amp;nbsp; ผมจะทำเกษตรพอเพียงแบบในหลวง&amp;nbsp; จะขุดบ่อเลี้ยงปลา&amp;nbsp; เอาดินที่ขุดมาสร้างบ้านดิน&amp;nbsp; เอาน้ำบ่อมาปลูกผัก&amp;nbsp; มีอาหาร&amp;nbsp; มีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ไม่ต้องเร่ร่อนไปไหนอีก&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นี่คือฝันของคนไร้บ้านที่บ้านโฮมแสนสุข !!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55408</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลองเปรม, ฉัตรชัย  ทองคำ, ดวงใจ  หงษ์กา, ธนัช  นฤพรพงศ์, บ้านโฮมแสนสุข, ปาลิน  ธำรงรัตนศิลป์, พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, สมร  จันทร์ฉุน, สุชิน  เอี่ยมอินทร์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ว  สังข์ชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2ace1c3f96b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ปรับโฉมรายการวันศุกร์ เน้นสั้นกระชับ-โชว์ผลงานรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25&amp;nbsp;ม.ค. 62 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า สำหรับรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งออกอากาศในวันนี้ ได้มีการปรับรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก ทั้งนี้ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ต้องการให้นำเสนอในรูปแบบที่ประชาชนได้ประโยชน์และเข้าใจง่าย ให้นำจุดแข็งในด้านต่างๆมานำเสนอผ่านวีดิทัศน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับเนื้อหารายการจะมีความกระชับและสั้นลง ไม่เกิน&amp;nbsp;25&amp;nbsp;นาที ซึ่งในเทปนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้เวลาพูดเพียง&amp;nbsp;7&amp;nbsp;นาที หลังจากนั้นจะเป็นการเปิดวิดีทัศน์อีก&amp;nbsp;7&amp;nbsp;นาที เพื่อรายงานความคืบหน้าโครงการต่างๆที่รัฐบาลได้ทำมา เช่น เรื่องการสร้างสังคมคุณภาพ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด กองทุน สวัสดิการชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยผ่านกองทุนประกันสังคม ขณะที่ในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นความคืบหน้าด้านอื่นๆ เช่น โครงการคลองลาดพร้าว กองทุนการออม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แฟลตดินแดง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่า สำหรับวิดีทัศน์ที่จะนำมาเปิดในรายการนั้น จะเป็นวิดีทัศน์ที่แต่ละกระทรวงได้ทำขึ้นมารายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งยังไม่เคยนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ และการปรับรูปแบบรายการดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับกรณีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปพ.ศ.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;แต่อย่างใด เพราะนายกฯยังไม่ได้ตัดสินใจทางการเมือง หากนายกฯตอบรับแล้วก็จะมาพิจารณารูปแบบรายการอีกครั้ง ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ต่อไป .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27517</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, รายการคืนความสุข, รายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181203/image_big_5c052b3006b10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พม.เติมสุขทั่วไทย&#039; มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2562 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พอช.มอบบ้านให้ผู้มีรายได้น้อย 2,562&amp;nbsp; ครัวเรือนทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;มอบ 4 ความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2562 ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด &amp;quot;พม.เติมสุขทั่วไทย 2562&amp;rdquo; ขณะที่ พอช.มอบบ้านให้ผู้มีรายได้น้อย 2,562 ครัวเรือนทั่วประเทศ และร่วมลงนามบันทึกข้อตกกับการรถไฟแห่งประเทศไทย-สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่มีรายได้น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รัฐบาลพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; มอบความสุขให้แก่ประชาชนทั่วประเทศเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2562&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงต่างๆ จัดหาของขวัญเพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ในส่วนของกระทรวง พม.ได้มอบ  4 ความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 ให้ประชาชน ภายใต้แนวคิด &amp;quot;พม.เติมสุขทั่วไทย 2562&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พม.มอบของขวัญ 4 ความสุข &amp;nbsp;: เป้าหมาย &amp;lsquo;คนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กระทรวง พม. ได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ &amp;nbsp;ประจำปี 2562 &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด &amp;quot;พม.เติมสุข ทั่วไทย 2562&amp;rdquo; (Fill with Happiness) เพื่อส่งความสุขให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ประกอบด้วย 4 ความสุข &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1. สุขถ้วนหน้า (Happy All) ได้แก่ 1.1 ทุกสิทธิคนพิการผ่านบัตรประชาชนใบเดียว &amp;nbsp;เพื่อเข้ารับบริการหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp;และ 1.2 คงอัตราดอกเบี้ย &amp;nbsp;สถานธนานุเคราะห์ &amp;nbsp;ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดร้อยละ 25 สตางค์ต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2. สุขอาศัย (Happy Home) ได้แก่ &amp;nbsp;2.1 มอบบ้านสร้างชุมชนไทยทุกคนมั่นคงเข้มแข็ง 2,562 &amp;nbsp;หลัง &amp;nbsp;2.2 บ้านปันสุขเพื่อผู้สูงอายุ 1,000 หลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.3 ร่วมใจ สร้างไทย สร้างที่อยู่อาศัยผู้ประสบภัย 75 หลัง &amp;nbsp;และ 2.4 Easy Home ซื้อง่ายจ่ายสบาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3. สุขร่วมใจ (Happy Heart) &amp;nbsp;ได้แก่ 3.1 เปิดตัวศูนย์เรียนรู้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ &amp;nbsp;3.2 ศาสนสถานเชื่อมบุญ &amp;nbsp;เกื้อหนุนคนพิการและผู้สูงอายุ &amp;nbsp;3.3 หนาวนี้ที่บนดอย &amp;nbsp;ตามรอยภูมิวัฒนธรรม 3.4 พม.เชื่อมใจ &amp;nbsp;แบ่งปันความสุขสู่สังคม &amp;nbsp;3.5 สร้างพื้นที่เป้าหมายขจัดภัยความรุนแรง &amp;nbsp;และ 3.6 เปิดตัวเว็บไซต์ &amp;nbsp;รวมใจยุติความรุนแรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และ 4. สุขยั่งยืน (Happy Time) ด้วยการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;nbsp;เรื่อง &amp;quot;สังคมผู้สูงอายุ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวง พม.ที่มอบของขวัญให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp; มอบความสุข &amp;ldquo;สุขอาศัย&amp;rdquo; ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ด้วยโปรโมชั่น &amp;ldquo;Easy Home ซื้อง่าย จ่ายสบาย&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2562 &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ลดราคาโครงการบ้านเอื้ออาทร &amp;nbsp;จำนวน 35 โครงการ &amp;nbsp;ราคา 250,000 - 420,000 บาท, &amp;nbsp;โครงการบ้านแลกบ้าน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกค้าที่ทำสัญญากับการเคหะฯ และมีความประสงค์ที่จะย้ายถิ่นฐานหรือย้ายแหล่งงาน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมผู้สูงอายุ (ผส.) มอบของขวัญปีใหม่ &amp;quot;บ้านปันสุขเพื่อผู้สูงวัย&amp;quot; ซ่อมแซม &amp;nbsp;ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย &amp;nbsp;ให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศ 1,000 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;พม. เชื่อมใจ แบ่งปันความสุขสู่สังคม&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยจัดทำเมนู &amp;ndash; จับคู่ผู้ให้ &amp;ndash; ส่งใจมอบของขวัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำเมนูการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จากข้อมูล Family Data จำนวน 2,562 ครัวเรือนทั่วประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประสานภาคเอกชนสนับสนุน &amp;nbsp;เครื่องอุปโภคบริโภค &amp;nbsp;ทุนและเครื่องมือประกอบอาชีพ &amp;nbsp;ทุนการศึกษา&amp;nbsp; และอื่น ๆ &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก 2,562 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และส่งมอบของขวัญ 2,562 ชุด &amp;nbsp;โดยหน่วยงานสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า &amp;nbsp;นอกจากของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2562 แล้ว&amp;nbsp; รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน &amp;nbsp;เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมในสังคม &amp;nbsp;และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐ &amp;nbsp;โดยกระทรวง พม.ได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม &amp;nbsp;ด้วยการสร้างโอกาส &amp;nbsp;และความเสมอภาคทางสังคม &amp;nbsp;ความเข้มแข็งของประชาชน &amp;nbsp;ชุมชน &amp;nbsp;ภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;&amp;nbsp;และความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ตามแนวทางประชารัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;กระทรวง พม.ได้น้อมนำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนางาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการดำเนินงานภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) และยุทธศาสตร์กระทรวง พม. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560 - 2564) ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;lsquo;พม.เป็นผู้นำด้านสังคมของไทยและอาเซียน &amp;nbsp;มุ่งสู่คนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ&amp;rsquo; รวมทั้งดำเนินการตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติด้วย&amp;rdquo; รมว.พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พอช.มอบบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ 2,562&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;กล่าวถึงการมอบของขวัญปีใหม่ของ พอช.ให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง พม.ว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปี 2562 นี้&amp;nbsp; พอช.จะมอบบ้านให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ จำนวน&amp;nbsp; 2,562 หลังคาเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยแยกเป็น 1.บ้านมั่นคง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 1,115&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; 2.บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 1,235 หลังคาเรือน&amp;nbsp; และ 3.บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp;จำนวน 212 หลังคาเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับของขวัญปีใหม่ที่มอบให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยไปแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดสุโขทัย&amp;nbsp; มอบบ้านมั่นคงเมืองจำนวน&amp;nbsp; 486&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 221 หลังคาเรือน&amp;nbsp; รวม 707 หลังคาเรือน&amp;nbsp; จังหวัดหนองคาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.พม.&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 150 หลังคาเรือน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; มอบบ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; จำนวน 186&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; มอบเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม&amp;nbsp; จังหวัดตรัง&amp;nbsp; มอบบ้านมั่นคง&amp;nbsp; จำนวน 180 หลังคาเรือน&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 332 หลัง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 512&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; มอบเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดสิงห์บุรี&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;จำนวน 220 หลัง&amp;nbsp; มอบเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp;จำนวน 212 หลัง&amp;nbsp; จะมอบในวันที่ 30 มกราคม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช.กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ให้การสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนในชนบทที่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ครอบครัวมีความเดือดร้อน&amp;nbsp; งบประมาณไม่เกินหลังละ 19,000 บาท&amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนและเจ้าของบ้าน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; รวมทั้งภาคเอกชน&amp;nbsp; จะช่วยกันซ่อมแซม&amp;nbsp; จัดหาวัสดุ&amp;nbsp; และแรงงานมาสมทบ&amp;nbsp; ทำให้ซ่อมสร้างบ้านได้เร็วและประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp; ซึ่งในปี 2560-2561&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนบ้านพอเพียงชนบทไปแล้วจำนวน 26,674 หลัง&amp;nbsp; และในปี 2562 &amp;nbsp;มีเป้าหมายสนับสนุน 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนหรือชุมชนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัยได้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขอเช่าที่ดินจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; หรือหาซื้อที่ดินใหม่&amp;nbsp; เพื่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; โดยชุมชนจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุน&amp;nbsp; และ พอช.จะสนับสนุนด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมการรวมกลุ่ม&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกชุมชนไปร่วมออกแบบ&amp;nbsp; วางผังชุมชนร่วมกับชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดย พอช.สนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภคไม่เกิน 45,000 บาทต่อครัวเรือน&amp;nbsp; งบอุดหนุนที่อยู่อาศัย 25,000 บาทต่อครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ สินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 15 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วประมาณ 100,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงในที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน&amp;nbsp; และพอช.อุดหนุนการสร้างบ้าน 40,000 บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;พัฒนาระบบสาธารณูปโภค เศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;เฉลี่ย 17,000 บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;(ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สินเชื่อ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในปีงบประมาณ 2561 พอช.สนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวม 7,590 ครัวเรือน&amp;nbsp; และในปี&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;มีเป้าหมายสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงทั้งเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 5,500 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการบ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนงบพัฒนาสาธารณูปโภคไม่เกินครัวเรือนละ&amp;nbsp; 50,000 บาท&amp;nbsp; งบอุดหนุนสร้างบ้านครัวเรือนละ&amp;nbsp; 25,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; งบอุดหนุนผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 72,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000 บาท&amp;nbsp; และสินเชื่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 400,000 บาท&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทต่อปี&amp;nbsp; ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 20 ปี&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านไปแล้วประมาณ 3,000 หลัง&amp;nbsp; จากเป้าหมายทั้งหมด 7,069 หลัง&amp;nbsp; ใน 50 ชุมชนริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยในที่ดินของหน่วยงานต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) &amp;nbsp;โดย รฟท.มอบสัญญาเช่าที่ดินให้แก่ชาวชุมชนตลาดบ่อบัว&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ฉะเชิงเทรา &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เนื้อที่ 6.7 ไร่ &amp;nbsp;ระยะเวลาเช่า 30 ปี &amp;nbsp;อัตราค่าเช่า 20 บาท/ตารางเมตร/ปี (ปรับอัตราค่าเช่าขึ้น 5% ทุก 5 ปี&amp;nbsp; โดย 2 ปีแรกจะคิดค่าเช่า 50%)&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนผู้อยู่อาศัย 99 ครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณตามโครงการบ้านมั่นคงเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่ดิน ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม)&amp;nbsp; มีพิธีลงนามความร่วมมือ 9 หน่วยงาน เพื่อการบูรณาการพัฒนาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ยึดคืนจากผู้ที่ครอบครองไม่ถูกต้องตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม,&amp;nbsp; กรมชลประทาน, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.ให้มีสาธารณูปโภค&amp;nbsp; มีแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; พัฒนาที่ดินให้มีความสมบูรณ์&amp;nbsp; เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;บ้านประชารัฐริมคลอง&amp;nbsp; น่ามองน่าอยู่&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2554&amp;nbsp; ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการระบายน้ำในคลองสายหลักในเขตกรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากมีบ้านเรือนปลูกสร้างรุกล้ำลงไปในคลองเป็นจำนวนมาก รัฐบาล คสช. โดยคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งมีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; จึงมีนโยบายจัดระเบียบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; เริ่มที่คลองลาดพร้าวเป็นแห่งแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยรัฐบาลมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มจากบริเวณอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 (ใกล้ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา) เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ระยะทาง (ทั้งสองฝั่ง) 45.3 กิโลเมตร&amp;nbsp; ความกว้างของแนวเขื่อน 25 - 38 เมตร&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่าเดิม 4 เมตร&amp;nbsp; ตามแผนงานมีเป้าหมายแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน&amp;nbsp; 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;nbsp;&amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานรองรับชาวชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำที่ดินราชพัสดุและรุกล้ำคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; ตามแผนงาน &amp;lsquo;บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่รองรับประชาชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 50 ชุมชน&amp;nbsp; ใน 8 เขต&amp;nbsp; คือ วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; และสายไหม&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 7,069&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านประชารัฐริมคลองเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559&amp;nbsp; โดยใช้แนวทางตามโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. &amp;nbsp;ซึ่ง พอช.ทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยมาตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; หลักการสำคัญ&amp;nbsp; คือ ให้ชาวชุมชนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการพัฒนาแนวใหม่&amp;nbsp; ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า&amp;nbsp; แต่ให้ชุมชนหรือชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; รวมกลุ่มกันโดยจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถานเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือจัดซื้อที่ดิน&amp;nbsp; และร่วมกันบริหารโครงการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน&amp;nbsp; เรื่องการออกแบบบ้าน&amp;nbsp; ออกแบบผังชุมชน&amp;nbsp; กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.กรณีสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี (สามารถต่อสัญญาได้ครั้งละ 30 ปีตามระเบียบของกรมธนารักษ์) อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4&amp;nbsp; บาท/ตารางวา/เดือน (ขึ้นอยู่กับทำเล) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;และเนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองมีจำกัด&amp;nbsp; ดังนั้นครอบครัวใดที่เคยครอบครองที่ดินมากก็จะต้องเสียสละแบ่งปันที่ดินให้ครอบครัวอื่นๆ ได้อยู่อาศัยร่วมกัน&amp;nbsp; โดยการแบ่งที่ดินให้แต่ละครอบครัวเท่ากัน &amp;nbsp; สร้างบ้านในลักษณะทาวน์เฮาส์&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ&amp;nbsp; 4x6 - 4x8 ตารางเมตร&amp;nbsp; มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ชั้น&amp;nbsp; (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง สถานศึกษา เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.หากไม่มีที่ดินที่เหมาะสม พอช.จะประสานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านเอื้ออาทร แฟลตการเคหะ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการสร้างบ้านนั้น&amp;nbsp; ชุมชนจะคัดเลือกบริษัทหรือผู้รับเหมามาสร้างบ้านทั้งชุมชน&amp;nbsp; มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สืบราคา&amp;nbsp; จัดซื้อวัสดุ&amp;nbsp; ตรวจสอบ&amp;nbsp; จัดทำบัญชี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้การก่อสร้างบ้านและบริหารโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; หรือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ที่ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; ชุมชน กสบ.หมู่ 5&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ครัวเรือนละ&amp;nbsp; 50,000 บาท&amp;nbsp; อุดหนุนสร้างบ้านครัวเรือนละ&amp;nbsp; 25,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; อุดหนุนผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 72,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000 บาท&amp;nbsp; และสินเชื่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 400,000 บาท&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทต่อปี&amp;nbsp; ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 20 ปี&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp; จำนวน 3,015 หลัง&amp;nbsp; จากเป้าหมายทั้งหมด 7,069 หลัง&amp;nbsp; ใน 50 ชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;rdquo; ผอ.พอช.บอกถึงความคืบหน้าของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อวยชัย&amp;nbsp; สุดประเสริฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; ซอยพลหลโยธิน 54/1 เขตสายไหม&amp;nbsp; ซึ่งสร้างบ้านเสร็จตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; รวม 65&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; จากสภาพเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บางส่วนรุกล้ำลงไปในคลอง&amp;nbsp; ขยะลอยฟ่อง&amp;nbsp; บ้านเรือนก็ทรุดโทรม&amp;nbsp; ผุพัง&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานานไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 50-60 ปี&amp;nbsp; ทางเดินก็คับแคบ&amp;nbsp; เฉอะแฉะ&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่หลังจากสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชนแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีและสะอาดกว่าเดิม&amp;nbsp; มีบ้านใหม่ที่สวยงาม มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; เด็กๆ มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp; มีไฟฟ้าริมทางจากพลังงานแสงอาทิตย์&amp;nbsp; ข้างบ้านก็ปลูกต้นไม้&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียในชุมชนก่อนปล่อยลงคลอง&amp;rdquo; อวยชัยฉายภาพชุมชนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญถือเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนตามแนวทาง &amp;lsquo;บ้านประชารัฐริมคลอง&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp; การจัดการขยะ&amp;nbsp; บำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ไฟฟ้าส่องสว่างริมคลองจากพลังงานโซล่าร์เซลล์&amp;nbsp; การปรับปรุงถนนทางเข้าชุมชน&amp;nbsp; ลานกีฬา&amp;nbsp; เครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนอื่นๆ ที่สร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ประมาณ 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้เข้าร่วมโครงการ &amp;lsquo;ชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; น่ามองน่าอยู่&amp;rsquo; ดำเนินการในช่วงปี 2561-2562&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับด้านงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ความเป็นอยู่&amp;nbsp; สภาพแวดล้อม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; ความปลอดภัยในชุมชน&amp;nbsp; การส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; ฝึกอบรมช่างชุมชน&amp;nbsp; กิจกรรมเยาวชน&amp;nbsp; สตรี&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการจัดกิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่ 2562 ให้แก่ชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าว จะมีขึ้นในวันที่ 30 มกราคมนี้&amp;nbsp; ที่ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าวในเขตสายไหมเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 212 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทำให้แต่ละครอบครัวมีบ้านใหม่ที่สวยงาม&amp;nbsp; และชาวบ้านจะร่วมกันพัฒนาชุมชนและคลองให้น่ามอง&amp;nbsp; น่าอยู่กันต่อไป...!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จากบ้านพอเพียงสู่ &amp;lsquo;บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี&amp;rsquo;&amp;nbsp;รูปธรรมการใช้สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมโยงหน่วยงานร่วมพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มีเป้าหมายรวม 352,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; (จากเป้าหมายแผนแม่บทฯ ทั้งหมด 1 ล้านครัวเรือน) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้สนับสนุนการซ่อมสร้างไปแล้ว&amp;nbsp; รวม &amp;nbsp;26,674 หลัง &amp;nbsp;และในปี 2562 &amp;nbsp;มีเป้าหมายสนับสนุนอีก 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; เป็นการสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนในชนบทที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; โดยมีงบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านจาก พอช. ไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท&amp;nbsp; ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่ไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากวัสดุ&amp;nbsp; อุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ&amp;nbsp; มีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; ดังนั้นแต่ละตำบลหรือชุมชนที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงจึงต้องเชื่อมโยงหรือบูรณาการหน่วยงานต่างๆ มาทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อระดมทุนทั้งแรงคนและงบประมาณ&amp;nbsp; ดังตัวอย่างการจัดทำโครงการบ้านพอเพียงชนบทที่จังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;จ.มุกดาหารใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ลาวัณย์ ปัญญนันต์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองเลขานุการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ในปี 2561 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดมุกดาหารได้สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เพื่อจัดทำโครงบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 32 ตำบล &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; มีจำนวนครัวเรือนผู้เดือดร้อน 404 ครัวเรือน &amp;nbsp;สภาพปัญหาของผู้เดือดร้อนส่วนใหญ่ &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง &amp;nbsp;บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; เนื่องจากมีฐานะยากจน&amp;nbsp; ไม่มีทุนในการซ่อมแซมบ้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหารจึงมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้เดือดร้อนชุดแรก&amp;nbsp; จำนวน 150 ครัวเรือน&amp;nbsp; เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ส่วนขั้นตอนและกระบวนการทำงานเริ่มจาก&amp;nbsp; 1.สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนในตำบล &amp;nbsp;จัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.รวบรวมข้อมูล &amp;nbsp;จำนวนผู้เดือดร้อน &amp;nbsp;โดยมีข้อมูลจากสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด (จปฐ.) ข้อมูลการสำรวจของเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐ &amp;nbsp;ข้อมูลผู้ด้อยโอกาสจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร (พมจ.มุกดาหาร) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;3.สรุปจำนวนข้อมูล &amp;nbsp;และทำความเข้าใจหลักเกณฑ์เงื่อนไขของการพิจารณาระดับจังหวัดร่วมกับคณะกรรมการพิจาณากลั่นกรองระดับจังหวัด &amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วย &amp;nbsp;ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้แทนจากเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;อำเภอละ 1 คน &amp;nbsp;จำนวน 8 คน&amp;nbsp; ผู้แทนจาก พมจ. &amp;nbsp;ผู้แทนจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; ผู้แทนจากสภาเกษตรจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แทนจากวิทยาลัยชุมชนจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; ผู้แทนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;นำเสนอข้อมูลผู้เดือดร้อนของแต่ละตำบล &amp;nbsp;รายครัวเรือน &amp;nbsp;เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาผู้เดือดร้อนทุกครัวเรือน &amp;nbsp;ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลในปี 2561 จำนวน 404 ครัวเรือน&amp;nbsp; 5.คณะกรรมการพิจารณาผู้ผ่านเกณฑ์โดยการวิธีการโหวตเสียงข้างมาก &amp;nbsp;คัดเหลือจำนวน 150 หลังคาเรือน&amp;nbsp; 5.นำเสนอข้อมูลผลการพิจารณาเพื่อขอรับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 6.จัดทำบันทึกความร่วมมือเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ&amp;nbsp; 7.ดำเนินการตามแผนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;จากบ้านพอเพียงสู่ &amp;lsquo;บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ลาวัณย์  เล่าต่อว่า&amp;nbsp; การใช้ข้อมูลความเดือดร้อนของชุมชน &amp;nbsp;เพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;ทำให้หน่วยงานภาคีต่างๆ เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ประกอบกับหลายๆ หน่วยงานมีงบประมาณในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในลักษณะเดียวกัน &amp;nbsp;จึงนำมาบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ที่เดือดร้อน &amp;nbsp;เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี &amp;nbsp;การก่อตั้งจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงได้เสนอกิจกรรมที่จะมอบความสุขให้กับชาวมุกดาหาร &amp;nbsp;จนพัฒนามาเป็นโครงการ &amp;ldquo;บ้านสร้างสุข &amp;nbsp;มุกดาหาร 36 ปี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;โดยมีการบูรณาการงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ดังนี้ &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;ครัวเรือนละ&amp;nbsp; 19,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; พมจ.มุกดาหาร &amp;nbsp;3 โครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; โครงการซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ครัวเรือนละ 20,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการปรับสภาพแวดล้อมของผู้พิการ &amp;nbsp;ครัวเรือนละ 20,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และโครงการ 1 ตำบลซ่อม 1 ตำบลสร้าง &amp;nbsp;ครัวเรือนละ&amp;nbsp; 20,000 บาท &amp;nbsp;และเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;จำนวน 30,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจะแตกต่างกันออกไป &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับสภาพความเดือดร้อน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ประมาณ &amp;nbsp;50,000 &amp;ndash; 89,000 บาทต่อครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครัวเรือนต่างๆ &amp;nbsp;ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ขั้นตอนการดำเนินงานบ้านสร้างสุข &amp;nbsp;มุกดาหาร 36 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความแตกต่างจากการดำเนินงานตามโครงการปกติ เนื่องจากมีการบูรณาการงบประมาณจากหลายส่วนงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นการกำกับติดตามเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของงบประมาณจึงมีความจำเป็นมาก &amp;nbsp;โดยทุกภาคส่วน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;กำนัน &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของบ้าน &amp;nbsp;จะต้องพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับการสนับสนุน &amp;nbsp;และหารือเรื่องการซ่อมสร้างบ้านเป็นรายหลังคาเรือน &amp;nbsp;เพื่อประเมินราคาในการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;กองเลขานุการสภาองค์กรชุมชนฯ ชี้แจงขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ส่วนกระบวนการในการดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนชาวบ้านที่เดือดร้อนทั้ง 150 ครัวเรือน&amp;nbsp; ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;กำนัน &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp;อาสาสมัคร&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในแต่ละพื้นที่ &amp;nbsp;ได้ร่วมแรง &amp;nbsp;ร่วมใจ &amp;nbsp;ซ่อมแซม &amp;nbsp;และสร้างบ้านให้กับผู้ด้อยโอกาส &amp;nbsp;&amp;nbsp;บางพื้นที่มีหน่วยทหารช่างเข้ามาช่วยเหลือ &amp;nbsp;บางพื้นที่คนในชุมชนช่วยเหลือกันเอง &amp;nbsp;แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความสามัคคีของคนในชุมชนที่มีความต้องการจะช่วยเหลือเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่เจ้าของบ้านก็เตรียมข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูตามอัตภาพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้การซ่อมสร้างบ้านดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมประสานพลังภาคีในท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;จากการจัดทำโครงการซ่อมสร้างบ้านเรือนทั้ง 150 ครัวเรือน&amp;nbsp; คณะทำงานได้สรุปผลการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; โดยพบว่า &amp;nbsp;1.สภาองค์กรชุมชนสามารถเป็นแกนหลักในการสำรวจข้อมูล &amp;nbsp;เชื่อมประสานภาคี &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนในชุมชนได้&amp;nbsp; 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;และสามารถเข้ามาเป็นภาคีสำคัญในการดำเนินงาน&amp;nbsp; 3.หน่วยงานทหาร &amp;nbsp;มีกำลังหลักสำคัญที่สามารถช่วยเหลืองานช่างให้กับชุมชนได้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลมุกดาหารจัดตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 &amp;nbsp;โดยจัดตั้งสภาฯ ครบทุกพื้นที่&amp;nbsp; รวม 54 ตำบล (ปัจจุบันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วประมาณ&amp;nbsp; 6,300 &amp;nbsp;แห่ง / 1 ตำบล 1 สภา)&amp;nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ&amp;nbsp; เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ทั้งในระดับจังหวัด&amp;nbsp; รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ ( พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พศ.2551 ชุมชนไม่มีพื้นที่ที่จะแสดงออก&amp;nbsp; หรือจะไปอาศัยขอความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ขอความร่วมมือจากใครก็ไม่ได้&amp;nbsp; แต่พอมี พ.ร.บ.องค์กรชุมชนแล้ว&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนมีสถานะ&amp;nbsp; มี พ.ร.บ.รับรองว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; เราจึงใช้สภาองค์กรตำบลเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพชุมชน อาชีพจักสาน แปรรูปอาหาร &amp;nbsp;ท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; ป่าชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งการแกไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องที่มีความเดือดร้อนด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลาวัณย์ยกตัวอย่าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; บนที่ดิน ส.ป.ก&amp;nbsp; &amp;nbsp;9 หน่วยงานจับมือพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบ้านมั่นคงทั้งในเมืองและชนบทตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มีเป้าหมายรวม รวม 77 จังหวัด&amp;nbsp; จำนวน 6,450 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 701,702&amp;nbsp; ครัวเรือน (แยกเป็นบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; จำนวน 6,450 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 690,000 ครัวเรือน,&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองกรุงเทพฯ&amp;nbsp; 74 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 11,004&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; และคนไร้บ้าน 3 ศูนย์&amp;nbsp; กรุงเทพฯ/ขอนแก่น/เชียงใหม่&amp;nbsp; รวม 698 ครัวเรือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนสร้างบ้านมั่นคงบนที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงบนที่ดิน ส.ป.ก.&amp;rsquo; นั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าวว่า&amp;nbsp; เป็นโครงการบ้านมั่นคงชนบทที่ พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนไปแล้วใน 8&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; กาฬสินธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชลบุรี&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; มหาสารคาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สระแก้ว&amp;nbsp; สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;และอุทัยธานี&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวม 16 ตำบล&amp;nbsp; 16 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 1,510&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณรวม 77 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกษตรกรสร้างบ้านเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp; 651&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; และในปี 2562 นี้มีเป้าหมายสนับสนุนอีก 1,300 ครัวเรือนในพื้นที่ 10&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสนับสนุนของ พอช.นั้น&amp;nbsp; จะเริ่มตั้งแต่การสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน&amp;nbsp; เพราะเกษตรกรที่เข้ามาอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.ต่างคนต่างมาคนละทิศ&amp;nbsp; เมื่อมาอยู่ร่วมกันจึงต้องมีกฎระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือตัวแทนชาวบ้านเข้ามาบริหารงานในรูปแบบของสหกรณ์&amp;nbsp; มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือประกอบอาชีพ &amp;nbsp;นอกจากนี้ พอช.ยังสนับสนุนให้เกษตรกรได้ร่วมออกแบบบ้าน&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp; วางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณการสร้างบ้าน&amp;nbsp; การพัฒนาสาธารณูปโภค ประมาณครัวเรือนละ&amp;nbsp; 72,000 บาท&amp;nbsp; แม้ว่าจะเป็นเงินไม่มาก&amp;nbsp; แต่เกษตรกรสามารถใช้วัสดุเก่านำมาสร้างบ้าน&amp;nbsp; และช่วยกันลงแรงสร้าง&amp;nbsp; จึงทำให้ประหยัดงบประมาณได้พอสมควร&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.อธิบาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ดิน ส.ป.ก.ที่นำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินนั้น&amp;nbsp; สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&amp;nbsp; โดย คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกคำสั่งที่ 36/2559 (ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559) เพื่อยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีการครอบครองไม่ถูกต้อง&amp;nbsp; แล้วนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยในช่วงปี 2559-2561 &amp;nbsp;สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ &amp;nbsp;สามารถยึดที่ดินคืนในพื้นที่&amp;nbsp; 28 จังหวัด&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 400,000 ไร่เศษ &amp;nbsp;และนำมาจัดสรรให้เกษตรกรไปแล้วประมาณ&amp;nbsp; 35,000 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ให้แก่เกษตรกรในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; รวมทั้งที่ดินที่ยึดคืนตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 ยังมีปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การชลประทานยังไม่ทั่วถึง&amp;nbsp; ขาดสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ดินขาดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; เกษตรกรขาดแหล่งทุนและความรู้&amp;nbsp; ปัญหาด้านการตลาด&amp;nbsp; ขาดการประสานระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่&amp;nbsp; ขาดรายได้&amp;nbsp; เกษตรกรบางส่วนจึงขายสิทธิ์ที่ดินมือเปล่า&amp;nbsp; หรือเอาที่ดินไปให้คนอื่นเช่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 หน่วยงานร่วมพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฤษฎา&amp;nbsp; บุญราช&amp;nbsp; รมว.เกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ได้นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินทั่วประเทศไปแล้วประมาณ 35&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้านไร่&amp;nbsp; จนถึงปัจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปี&amp;nbsp; แต่พบว่าบางพื้นที่ยังไม่มีเกษตรกรเข้าไปทำกิน&amp;nbsp; หรือเข้าไปแล้วแต่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่&amp;nbsp; ตนจึงให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ไปตรวจสอบ&amp;nbsp; พบว่าส่วนใหญ่ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; ขาดสาธารณูปโภค&amp;nbsp; แหล่งน้ำ&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; เกษตรกรขาดทุนในการตั้งต้น&amp;nbsp; ดังนั้น ส.ป.ก.จึงประสานให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 8 หน่วยงานให้มาทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; เป็นการบูณาการแผนงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นในเขตปฏิรูปที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน&amp;nbsp; พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ&amp;nbsp; ให้เกษตรกร&amp;nbsp; โดยมีนายกฤษฎา&amp;nbsp; บุญราช&amp;nbsp; รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน&amp;nbsp; มีผู้แทน 9 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp; คือ ส.ป.ก.&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากลงนามทั้ง 9 หน่วยงานแล้ว&amp;nbsp; แต่ละหน่วยงานก็จะร่วมมือกันลงไปสำรวจ&amp;nbsp; ดูพื้นที่ร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อกำหนดแผนงานที่จะทำเพื่อพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.&amp;nbsp; เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าไปทำมาหากิน&amp;nbsp; เป็นการแก้ไขปัญหาเกษตรกรเอาที่ดิน ส.ป.ก.ไปให้คนอื่นเช่า&amp;nbsp; หรือขายโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; รวมทั้งแก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.เกษตรฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่และแผนปฏิบัติการต่างๆ&amp;nbsp; เข้าไปในเขต ส.ป.ก.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; พัฒนาแหล่งน้ำและกระจายน้ำให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ขยายเขตไฟฟ้าเข้าไป&amp;nbsp; กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ จัดหาพลังงานทดแทนและระบบโซล่าร์เซลล์&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; สำรวจ&amp;nbsp; วิเคราะห์&amp;nbsp; ปรับปรุงและพัฒนาดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; สนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชุมชน&amp;nbsp; และพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่เข้าไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44&amp;nbsp; ที่&amp;nbsp; 36/2559&amp;nbsp; ลงวันที่ 5 กรกฎาคม&amp;nbsp; 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสาระสำคัญคือ&amp;nbsp; ให้ ส.ป.ก. นำที่ดินในเขต ส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ 1. ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิเข้าทําประโยชน์แล้วและครอบครองโดยบุคคลที่มิใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดิน&amp;nbsp; มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. ที่ดินที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วและมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนำมาจัดสรรให้เกษตรกรทั่วประเทศที่ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สร้างบ้านมั่นคง 219 ครัวเรือนบนที่ดิน ส.ป.ก.สระแก้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ดิน ส.ป.ก.ที่จัดสรรให้แก่เกษตรกร&amp;nbsp; แบ่งเป็นที่ดินเพื่อสร้างบ้านจำนวน 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ที่ดินทำกินประมาณ&amp;nbsp; 5 ไร่&amp;nbsp; โดย ส.ป.ก.จะให้เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดิน&amp;nbsp; แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์&amp;nbsp; ช่วงแรก 30 ปี ในลักษณะการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp; (สหกรณ์จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.ช่วงแรก 30 ปี) เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เป็ด&amp;nbsp; ปลาดุก&amp;nbsp; กบ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แต่บางพื้นที่ที่ดินไม่มีความเหมาะสมในการปลูกพืช&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลสิงห์&amp;nbsp; อ.ไทรโยค&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อ&amp;nbsp; โดยมอบแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์แพะ&amp;nbsp; อบรมการเลี้ยง&amp;nbsp; การให้อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว&amp;nbsp; สีลาน้ำเที่ยง&amp;nbsp; คณะกรรมการเครือข่ายที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จ.สระแก้ว&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดสระแก้วมีที่ดิน ส.ป.ก.ที่จัดสรรให้เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6 แปลง&amp;nbsp; ในอำเภอโคกสูง &amp;nbsp;หนองม่วง&amp;nbsp; วัฒนานคร&amp;nbsp; วังน้ำเย็น&amp;nbsp; และอรัญประเทศ &amp;nbsp;รวมเนื้อที่ทั้งหมด 3,181 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดินรวม 219 ครอบครัวๆ ละ 6 ไร่&amp;nbsp; แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่&amp;nbsp; ที่ดินทำกิน 5 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้เกษตรกรได้เข้าไปทำกินแล้ว &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมายังมีปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;ขาดแหล่งน้ำในการทำเกษตร&amp;nbsp; ขาดไฟฟ้า&amp;nbsp; ประปา&amp;nbsp; ทำให้มีความลำบาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อมีการลงนามร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว&amp;nbsp; ก็เชื่อว่าเกษตรกรจะได้เข้าไปทำกินอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าจะไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ &amp;nbsp;แต่ก็ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ไม่ต้องเช่าที่ดินจากคนอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการก่อสร้างบ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก.นั้น&amp;nbsp; ละอองดาวบอกว่า&amp;nbsp; ที่ดิน ส.ป.ก.แปลงอำเภอหนองม่วงเนื้อที่ 655 ไร่&amp;nbsp; มีเกษตรกรได้รับจัดสรรที่ดินรวม 63 ครอบครัว&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านเสร็จเกือบทุกหลังแล้ว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว&amp;nbsp; ขนาด&amp;nbsp; 4X6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ก่อด้วยอิฐบล็อก&amp;nbsp; ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ต.คลองหินปูน&amp;nbsp; อ.วังน้ำเย็น&amp;nbsp; เนื้อที่ 318 ไร่กำลังก่อสร้างบ้าน 36&amp;nbsp; หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากสร้างบ้านแล้ว&amp;nbsp; เกษตรกรที่เข้าไปอยู่ในดิน ส.ป.ก.แต่ละแปลงก็จะต้องร่วมกันพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; และส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้รายวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัวเพื่อเก็บขายได้ทุกวัน&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้รายเดือน&amp;nbsp; ปลูกมันสำปะหลัง&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; อ้อย&amp;nbsp; หรือผลไม้&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้รายปี&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็จะมีการส่งเสริมการตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำร้านค้าหรือตลาดชุมชนเพื่อให้เกษตรกรเอาผลผลิตมาวางขาย ซึ่งขณะนี้เปิดตลาดแห่งแรกแล้วที่ริมถนนใกล้ที่ดิน ส.ป.ก.อำเภอหนองม่วง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ละอองดาวยกตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ พอช.มีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่เข้าอยู่อาศัยในที่ดินส.ป.ก.ในจังหวัดสระแก้วช่วงปี 2561-2562 รวม 219 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 72,000 บาท รวมงบประมาณ 15.7 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ในปี 2562 นี้&amp;nbsp; พอช.มีแผนงานจะสนับสนุนการสร้างบ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศอีกประมาณ 1,300 หลังด้วย !!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26318</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์, พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c3871e939c7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวมพลังประชารัฐจัดงาน &#039;Thailand Social  Expo 2018&#039; โชว์ผลงานด้านสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำครั้งแรกของประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมพลังประชารัฐกว่า 80&amp;nbsp; องค์กร&amp;nbsp; จัดงาน &amp;lsquo;Thailand&amp;nbsp; Social&amp;nbsp; Expo 2018&amp;rsquo;&amp;nbsp; มหกรรมด้านสังคมครั้งแรกของประเทศไทย&amp;nbsp; แสดงผลงานการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ขณะที่เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเตรียมโชว์พื้นที่รูปธรรมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนทุกมิติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ด้านเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ธนาคารต้นไม้ใช้หนี้ ที่อยู่อาศัย ภัยพิบัติ&amp;nbsp; สวัสดิการสังคม&amp;nbsp; ฯลฯ เข้าชมฟรี&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ที่ศูนย์การประชุมฯ เมืองทองธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;80 &amp;nbsp;องค์กรร่วมงาน &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พลเอกอนันตพร &amp;nbsp;กาญจนรัตน์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกอนันตพร &amp;nbsp;กาญจนรัตน์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า&amp;nbsp; กระทรวง พม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 80 องค์กร&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำหนดจัดงาน &amp;nbsp;&amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมด้านสังคมครั้งแรกของประเทศไทย &amp;nbsp;ด้วยการแสดงผลงานด้านสังคมของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม &amp;nbsp;และการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ &amp;nbsp;เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;โดยเฉพาะเด็ก &amp;nbsp;เยาวชน &amp;nbsp;สตรี &amp;nbsp;ครอบครัว &amp;nbsp;ผู้สูงอายุ &amp;nbsp;คนพิการ &amp;nbsp;และผู้ด้อยโอกาส &amp;nbsp;ให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิต&amp;nbsp; ด้วยคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงานครั้งนี้ &amp;nbsp;จะมีการแสดงผลงานทางวิชาการด้านสังคมของรัฐบาล &amp;nbsp;ผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางสังคมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของไทยและอาเซียน การประชุม&amp;nbsp; เสวนาวิชาการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;การจัดสวัสดิการและบริการต่างๆ สำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำหน่ายสินค้าราคาถูก&amp;nbsp; ผลิตภัณฑ์ OTOP&amp;nbsp;&amp;nbsp; และชมการแสดงความสามารถจากทุกกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;นักดนตรีจากถนนสู่ดวงดาว (From Street to star )&amp;nbsp; การแสดงศิลปะ&amp;nbsp; วัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ&amp;rdquo; &amp;nbsp;พลเอกอนันตพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พม.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; นอกจากจะจัดแสดงผลงานด้านสังคมดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; การจัดงานครั้งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรับรู้และความเข้าใจต่อสังคม&amp;nbsp; รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และประชาสังคม&amp;nbsp; ในการขับเคลื่อนงานพัฒนาด้านสังคมของประเทศให้มีคุณภาพ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและกลุ่มเป้าหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งาน &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีกิจกรรมที่น่าสนใจ 4 ด้าน&amp;nbsp; คือ 1.การประชุมวิชาการ&amp;nbsp; เสวนา&amp;nbsp; ปาฐกถาพิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาสังคม&amp;nbsp; และการนำเสนอรายงานสถานการณ์ทางสังคม&amp;nbsp; ทั้งในเชิงประเด็นและกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; 2.การแสดงผลงานนวัตกรรมด้านสังคมของประเทศไทย&amp;nbsp; นวัตกรรมเพื่อพัฒนาสังคม&amp;nbsp; ต้นแบบที่ดีของการพัฒนาสังคม&amp;nbsp; เทคโนโลยีเพื่อสังคม&amp;nbsp; 3.การแสดงผลิตผลด้านสังคมของภาคีเครือข่ายด้านสังคม&amp;nbsp; และ 4.การแสดงศักยภาพของกลุ่มเป้าหมายและภาคีเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดีและสร้างสรรค์ของคนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ภายในงานจะมีการออกบูธของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวง พม.&amp;nbsp; และกระทรวงอื่นๆ เช่น&amp;nbsp; มหาดไทย&amp;nbsp; แรงงาน&amp;nbsp; ท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; พลังงาน&amp;nbsp; ยุติธรรม&amp;nbsp; ศึกษาธิการ&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; ดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งภาคธุรกิจและเอกชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หอการค้าไทย&amp;nbsp; บริษัทบางจาก&amp;nbsp; ทีวีบูรพา&amp;nbsp; โรงพยาบาลในเครือบางปะกอก&amp;nbsp; รพ.รามคำแหง&amp;nbsp; ตลาดหลักทรัพย์&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งหมดกว่า&amp;nbsp; 80 องค์กร&amp;nbsp; จำนวนบูธทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 150&amp;nbsp; บูธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งาน&amp;nbsp; &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; &amp;nbsp;จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 5 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 9.00 &amp;ndash; 18.30 น. ณ ฮอลล์ 5-8&amp;nbsp; ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค &amp;nbsp;เมืองทองธานี &amp;nbsp;จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp; ประชาชน&amp;nbsp; นักศึกษา&amp;nbsp; และผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดตั้งขึ้นในปี 2545&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักด้านการพัฒนาสังคมของรัฐบาล  ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม &amp;nbsp;การสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคม &amp;nbsp;ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิตของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;ประกอบด้วย&amp;nbsp; เด็กและเยาวชน&amp;nbsp; สตรี&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; ผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สถาบันครอบครัวและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวง พม. ขับเคลื่อนงานด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนตามแนวทางประชารัฐ &amp;nbsp;พร้อมด้วยหลักการทำงานตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง &amp;nbsp;ภายใต้วิสัยทัศน์&amp;nbsp; &amp;ldquo;กระทรวง พม.เป็นผู้นำด้านสังคมของไทยและอาเซียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มุ่งสู่คนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตามนโยบายรัฐบาล &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจะไม่ทิ้งใครไว้ขัางหลัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศโชว์ผลงานพื้นที่รูปธรรมจัดการตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ได้ประสานงานกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศเพื่อนำผลงานพื้นที่รูปธรรมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; รวมทั้งนวัตกรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองมานำเสนอ&amp;nbsp; ทั้งในรูปแบบการจัดเวทีเสวนา&amp;nbsp; การพูดหรือนำเสนอแบบ TED Talk (การพูดเพื่อเผยแพร่ความคิดหรือประสบการณ์เพื่อจุดประกายพลังให้แก่ผู้ฟังโดยใช้เวลาสั้นๆ) พื้นที่ละ 5 นาที&amp;nbsp; และการจัดเวทีสังเคราะห์ความรู้ &amp;lsquo;นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนจากประเทศอาเซียนเข้าร่วมในเวทีดังกล่าวด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงาน &amp;lsquo;Thailand Social Expo 2018&amp;rsquo; ครั้งนี้&amp;nbsp; ถือเป็นโอกาสดีที่ขบวนองค์กรชุมชนและเครือข่ายจะได้แสดงศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องเศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; สถาบันการเงิน&amp;nbsp; เกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การป้องกันภัยพิบัติ&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มานำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในการใช้นวัตกรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่รูปธรรมชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองที่จะนำมาเสนอในงานนี้&amp;nbsp; มีทั้งหมด&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; พื้นที่ทั่วประเทศ เช่น&amp;nbsp; เมืองธรรมเกษตร (เกษตรอินทรีย์)&amp;nbsp; จ.อำนาจเจริญ,&amp;nbsp; แม่แจ่มโมเดล (แก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ลดหมอกควัน&amp;nbsp; ปลูกไผ่&amp;nbsp; สร้างเศรษฐกิจชุมชน) อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่, พังงาแห่งความสุข (พัฒนาเมืองแบบบูรณาและทุกมิติโดยประชาชนทุกภาคส่วนเป็นแกนหลัก)&amp;nbsp; จ.พังงา, ตำบลหนองสาหร่าย (ต้นแบบธนาคารความดี,เกษตรอินทรีย์) อ.หนองสาหร่าย&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; บ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; (ต.ข่วงเปา&amp;nbsp; อ.จอมทอง&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่) การพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว,&amp;nbsp; เศรษฐกิจฐานราก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาธุรกิจชุมชน&amp;nbsp; ต.เหมืองตะกั่ว&amp;nbsp; อ.ป่าบอน&amp;nbsp; จ.พัทลุง,&amp;nbsp; ธนาคารต้นไม้ (ปลูกต้นไม้ใช้หนี้)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ต.ปากทรง&amp;nbsp; อ.พะโต๊ะ&amp;nbsp; จ.ชุมพร, ประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากรชายฝั่ง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครือข่ายคนกินปลา&amp;nbsp; ภาคใต้, การป้องกันภัยพิบัติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; จ.สิงห์บุรี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; รวมทั้งกรณีศึกษาการพัฒนาชุมชนในกลุ่มประเทศอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการแสดงผลงานพื้นที่รูปธรรมและการเสวนาต่างๆ ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; ภายในงานยังมีการจำหน่ายและแสดงผลิตภัณฑ์และของดีจากตำบลต่างๆ รวม 50 &amp;nbsp;ตำบล&amp;nbsp; พร้อมทั้งเรื่องเล่าจากชุมชน&amp;nbsp; การแสดงวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยในวันเปิดงานวันที่ 3 สิงหาคม&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดและปาฐกถาพิเศษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;แม่แจ่มโมเดลพลัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำเภอแม่แจ่มมี 7 ตำบล&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; 1,692,698 ไร่&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 59,000 คน&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; คนเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลั๊วะ&amp;nbsp; ปะกาญอ (กะเหรี่ยง) และม้ง &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ปลูกหอมแดง&amp;nbsp; กะหล่ำปลี&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนและอยู่อาศัยมาก่อนปี พ.ศ.2504&amp;nbsp; แต่เมื่อมี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ พ.ศ.2507&amp;nbsp; จึงทำให้ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเกิดปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร&amp;nbsp; ทางกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถจัดสร้างแหล่งน้ำให้แก่ชาวบ้านได้&amp;nbsp; โดยให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่บุกรุกหรืออยู่ในเขตป่าสงวนฯ หน่วยงานรัฐจึงไม่สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอแม่แจ่ม&amp;nbsp; คือ 1,668,883&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือประมาณ 98.60 %&amp;nbsp; อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่ม&amp;nbsp; และพื้นที่ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพื้นที่ที่ประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ เช่น&amp;nbsp; โฉนด, นส.3, นส.3 ก, สปก. ฯลฯ&amp;nbsp; มีพื้นที่รวมกันเพียง &amp;nbsp;23,815 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือ 1.40 %&amp;nbsp; ของพื้นที่ทั้งหมด&amp;nbsp; ทำให้ประชาชนมีปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาหนี้สินจากการปลูกพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยเฉพาะข้าวโพด&amp;nbsp; ยิ่งปลูกยิ่งเป็นหนี้&amp;nbsp; และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เกิดภัยแล้ง&amp;nbsp; แหล่งน้ำตื้นเขิน&amp;nbsp; หมอกควันจากการเผาป่า&amp;nbsp; น้ำป่า &amp;nbsp;ผลกระทบจากการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;จากปัญหาต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; ชาวแม่แจ่ม&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; หน่วยราชการ&amp;nbsp; สถาบันการศึกษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2552&amp;nbsp; โดยในช่วงแรกเน้นไปที่การจัดระเบียบควบคุมที่ดินทำกิน&amp;nbsp; เพื่อยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ลดปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษซากพืชไร่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดล&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ต่อมาในปี 2559&amp;nbsp; จึงได้ยกระดับจากการจัดการปัญหาการบุกรุกป่าและหมอกควันไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เรียกโครงการนี้ว่า &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;nbsp; ขยายความว่า&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2549&amp;nbsp; เป็นต้นมา &amp;nbsp;อัตราขยายตัวของพื้นที่ทำกินในป่าต้นน้ำแม่แจ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ในเขตป่าสงวนฯ แม่แจ่มกลายเป็นไร่ข้าวโพดเพื่อส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp; จาก&amp;nbsp; 86,104&amp;nbsp; ไร่ในปี 2552 &amp;nbsp;ในปี 2554 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 105,465 ไร่&amp;nbsp; และปี 2559&amp;nbsp; เพิ่มเป็น 123,229 ไร่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบจากการขยายตัวของไร่ข้าวโพดบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกิดปัญหาภัยแล้งจากการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอถึงช่วงฤดูฝนเกิดปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดินทรายไหลลงไปในแหล่งน้ำ&amp;nbsp; ทำให้แม่น้ำลำห้วยตื้นเขิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดปัญหาน้ำแล้งตามมา&amp;nbsp; ผลกระทบจากการใช้สารเคมี&amp;nbsp; การเผาไร่ซากข้าวโพดที่มีปริมาณประมาณปีละ&amp;nbsp; 95,000 ตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน&amp;nbsp; ปัญหาระบบทางเดินหายใจ&amp;nbsp; เฉพาะในอำเภอแม่แจ่มมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสูดดมหมอกควันประมาณปีละ 5,000 ราย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่สำคัญคือปัญหาหนี้สินจากการทำไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; เนื่องจากในช่วง 3-4&amp;nbsp; ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; รัฐบาลมีนโยบายไม่ให้บริษัทเอกชนรับซื้อข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; ทำให้ชาวแม่แจ่มส่วนใหญ่ซึ่งปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือพื้นที่ป่าสงวนฯ ประมาณ&amp;nbsp; 115,000 ไร่&amp;nbsp; ไม่มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; หรือต้องขายในราคาต่ำกว่าทุน&amp;nbsp; ทำให้มีหนี้สินสะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปี 2560&amp;nbsp; เกษตรกรในอำเภอแม่แจ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมกันประมาณ&amp;nbsp; 1,400&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; และหนี้กองทุนหมู่บ้านอีกประมาณ 300 ล้านบาท&amp;nbsp; (ไม่รวมหนี้อื่นๆ และหนี้นอกระบบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการก้าวให้พ้นจากวงจรปัญหาหนี้สิน&amp;nbsp; การสร้างระบบการเกษตรที่จะมาทดแทนการปลูกข้าวโพด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ไม้ไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ไม้ผล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อสร้างอาชีพ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; การแก้ปัญหาระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพักชำระหนี้เกษตรกร&amp;nbsp; การเชื่อมโยงระบบการผลิต&amp;nbsp; ตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; (การแปรรูป)&amp;nbsp; และปลายน้ำ&amp;nbsp; (การตลาด) เพื่อให้เกษตรกรอำเภอแม่แจ่มหลุดพ้นออกจากเขาวงกตสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ตลอดไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; ลดหมอกควัน-คืนพื้นที่ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ &amp;lsquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rsquo; (Mae Chaem Model Plus)&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; รูปแบบของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าว&amp;nbsp; โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ท้องถิ่น&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธุรกิจ&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; องค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; และหน่วยงานรัฐในระดับนโยบาย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ด้วยการยับยั้งการบุกรุกป่า&amp;nbsp; หยุดปัญหาไฟป่า&amp;nbsp; หมอกควัน&amp;nbsp; การปลูกพืชเชิงเดี่ยว&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไผ่&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp; พลิกฟื้นดอยหัวโล้นให้เป็นสีเขียว&amp;nbsp; สร้างเมืองแม่แจ่มให้เป็น &amp;lsquo;เมืองป่าไม้&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฉพาะการแก้ไขปัญหาหมอกควันจากการเผาไร่&amp;nbsp; จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทำให้จุดความร้อน (Hotspot) ลดลงจาก 384 จุดในปี 2558&amp;nbsp; เหลือ 30 จุดในปี 2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่เผาไหม้ลดลงจาก 563,798 ไร่&amp;nbsp; เหลือ 232,259 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; และค่า PM 10 (ฝุ่นหยาบ &amp;nbsp;มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 &amp;ndash; 10 ไมครอน) &amp;nbsp;ลดลงจากค่าสูงสุดในปี 2558 อยู่ที่ 265 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp; เหลือ 143 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร &amp;nbsp;ทำให้อำเภอแม่แจ่มได้รับรางวัลดีเด่นในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า &amp;nbsp;โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเป็นสักขีพยานมอบโล่รางวัล&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 เมษายน &amp;nbsp;2559 &amp;nbsp;ที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินนั้น&amp;nbsp; นายสมเกียรติกล่าวว่า&amp;nbsp; จะใช้ฐานข้อมูลที่มีการสำรวจอย่างต่อเนื่องมาจัดทำเป็นข้อเสนอในการจัดระเบียบป่าไม้กับชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ภายในปี 2545&amp;nbsp; จำนวน 213,462&amp;nbsp; ไร่ &amp;nbsp;(12.5 % ของพื้นที่ทั้งอำเภอ 1,692,698 ไร่) &amp;nbsp;ให้รัฐจัดที่ทำกินในรูปแบบแปลงรวมตามนโยบายของรัฐบาลให้แก่ชุมชน&amp;nbsp; พร้อมทั้งจัดหาแหล่งน้ำและระบบชลประทานที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์ปี 2546-2554&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวน 161,706&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือ 9.5 %&amp;nbsp; (มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้รองรับ ที่ดินยังเป็นของรัฐ)&amp;nbsp; อนุญาตให้ชาวบ้านทำกินและอยู่อาศัยต่อไปอย่างมีเงื่อนไข&amp;nbsp; โดยให้ชาวบ้านร่วมปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; รัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนกล้าไม้&amp;nbsp; ปลูกไม้เศรษฐกิจ &amp;nbsp;ไผ่&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาแฟ&amp;nbsp; ไม้ผล&amp;nbsp; ปลูกป่าเอนกประสงค์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่ถูกใช้ประโยชน์หลังปี พ.ศ.2554&amp;nbsp; จำนวน 86,359&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; หรือ 5 %&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้คืนเป็นป่าถาวร&amp;nbsp; โดยให้จ้างชาวบ้านปลูกและดูแลอย่างน้อย 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้&amp;nbsp; ปลูกไม้เป็นแนวกันชน&amp;nbsp; สร้างกลไกชุมชนในการดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้ง 3&amp;nbsp; แนวทางนี้จะทำให้อำเภอแม่แจ่มมีป่าไม้เพิ่มขึ้น 5 % &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp; 9.5 %&amp;nbsp; รวมเป็น&amp;nbsp; 14.5&amp;nbsp;&amp;nbsp; % หรือ 248,065&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ทำให้อำเภอแม่แจ่มได้ป่าเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่&amp;nbsp; 73 %&amp;nbsp; เป็น 85.5 % &amp;nbsp;โดยไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการแม่แจ่มฯ อธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลูกไผ่-แปรรูป&amp;nbsp; สร้างเศรษฐกิจชุมชนแทนข้าวโพด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนตามโครงการ &amp;ldquo;แม่แจ่มโมเดลพลัส&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสมเกียรติ&amp;nbsp; มีธรรม&amp;nbsp; ผู้ประสานงานโครงการ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จะเน้นการปลูกไผ่เพื่อแปรรูป&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง&amp;nbsp; ซึ่งจะแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดที่เกษตรกรกำหนดราคาขายไม่ได้&amp;nbsp; โดยเกษตรกรจะเป็นคนปลูก&amp;nbsp; แปรรูป และเป็นเจ้าของร่วมในลักษณะของวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยใช้พื้นที่ปลูก 1 ไร่/ 70 ต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งในการปลูกไผ่ช่วงแรกจะปลูกแบบผสมผสานหรือแทรกไปในแปลงข้าวโพด&amp;nbsp; เมื่อไผ่โตและสามารถตัดขายได้แล้ว&amp;nbsp; เกษตรกรจะค่อยๆ ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; เพื่อปลูกไผ่เพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การปลูกไผ่บนพื้นที่สูงหรือบนดอยจะช่วยป้องดินถล่มและช่วยอุ้มน้ำ&amp;nbsp; เพราะไผ่มีรากฝอยแผ่กว้างและหนาแน่น&amp;nbsp; ช่วยยึดหน้าดิน&amp;nbsp; สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่า&amp;nbsp; ใบไผ่ที่ร่วงจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์บำรุงดิน&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้สารเคมี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องเผาไร่เหมือนปลูกข้าวโพด&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อไผ่ที่ปลูกไปแล้วเริ่มโต&amp;nbsp; ต้นไผ่ก็จะแตกหน่อแทงยอดขึ้นมาอีก&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อตัดไผ่รุ่นแรกไปแล้วก็จะมีไผ่ที่เติบโตตามมาหมุนเวียนให้ตัดได้ตลอดทั้งปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไผ่ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นไผ่พันธุ์ &amp;lsquo;ซางหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; และ &amp;lsquo;ฟ้าหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไผ่ตระกูลเดียวกัน&amp;nbsp; มีแหล่งกำเนิดที่อำเภอเชียงดาว&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; โดยมีผู้นำไปขยายพันธุ์ที่จังหวัดน่านจนได้ผลดี&amp;nbsp; ลักษณะเด่น&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่โตเร็ว&amp;nbsp; ลำตรง&amp;nbsp; เนื้อไม้หนา&amp;nbsp; เหมาะนำไปแปรรูปเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน่อกินได้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้เวลาปลูก&amp;nbsp; 2-3 ปีสามารถนำไปทำตะเกียบ&amp;nbsp; ส่วนเศษที่เหลือจะนำมาผลิตเป็นถ่านอัดก้อนให้พลังงานความร้อนสูง&amp;nbsp; ไม่มีควัน&amp;nbsp; ปลูก 4 ปีสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือสร้างบ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีเกษตรกรทั้ง 7 ตำบล &amp;nbsp;26&amp;nbsp; หมู่บ้านในอำเภอแม่แจ่มเข้าร่วม&amp;nbsp; รวม 362 คน&amp;nbsp; มีพื้นที่ปลูก 466 ไร่&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 30,337 ต้น&amp;nbsp; และจะขยายพื้นที่เป็น 2,000 ไร่ภายในสิ้นปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายผลผลิต 10-30 ตัน/ ไร่ / ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ราคาไผ่ดิบประมาณตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีแผนงานที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมาหลังจากที่ไผ่ให้ผลผลิตแล้ว&amp;nbsp; มีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยสนับสนุนเครื่องจักร&amp;nbsp; สามารถนำมาผลิตเป็นตะเกียบ&amp;nbsp; เศษไม้ที่เหลือนำมาเผาและอัดทำเป็นถ่านแท่ง&amp;nbsp; มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เกาหลี&amp;nbsp; ญี่ปุ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งผลิตเฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; โดยจะมีการฝึกอบรมช่างหัตถกรรม&amp;nbsp; การออกแบบผลิตภัณฑ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เศษไม้ไผ่ยังสามารถนำมาผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ (Activated&amp;nbsp; Carbon) เป็นวัสดุที่ประกอบด้วย คาร์บอนที่ได้จากถ่าน &amp;nbsp;คาร์บอนที่ได้จากถ่านกัมมันต์มีความแข็งแกร่ง &amp;nbsp;คงตัว &amp;nbsp;ไม่ถูกละลายด้วยสารเคมีใด หรือไม่เป็นสนิม ใช้สร้างแผ่นเซลล์เชื้อเพลิง &amp;nbsp;ใช้ผสมเพิ่มความแข็งแกร่งลงในปูนซีเมนต์ &amp;nbsp;พลาสติก &amp;nbsp;หรือวัสดุต่าง ๆ อีกมากมาย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ยางรถยนต์ &amp;nbsp;ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยา อาหาร &amp;nbsp;เป็นวัสดุประกอบสำคัญในการผลิตเซลล์เชื้อเพลิง &amp;nbsp;ถ่านไฟฉาย &amp;nbsp;เม็ดเชื้อเพลิงทดแทนให้ความร้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลาดโลกมีความต้องการปีละ 10&amp;nbsp; ล้านตัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ราคาตันละ 30,000-40,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายถึงปีละ 400,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัสจะเริ่มเดินหน้าแล้วโดยคนแม่แจ่มและภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; แต่หากขับเคลื่อนไปตามลำพังโดยกลไกของรัฐไม่ขยับเขยื้อน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาหนี้สินของเกษตรกรชาวแม่แจ่ม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้จริง &amp;nbsp;มีพื้นที่รูปธรรมรองรับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;และตอบโจทย์พื้นที่รูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวแม่แจ่มจึงได้จัดทำข้อเสนอถึงคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลเชิงพื้นที่&amp;nbsp; ซึ่งมี นพ.อำพล&amp;nbsp; จินดาวัฒนะ&amp;nbsp; เป็นประธานฯ (ภายใต้การกำกับของ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายกอบศักดิ์&amp;nbsp; ภูตระกูล) ที่ได้เดินทางมาศึกษาข้อมูลที่อำเภอแม่แจ่มเมื่อเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot;&gt;1. ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองแนวทางการแก้ไขปัญหาตามแบบแม่แจ่มโมเดลพลัสให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาเสนอให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะทำงานการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;และขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับพื้นที่อำเภอแม่แจ่มขึ้นมาหนึ่งชุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แม่แจ่มโมเดลพลัสเริ่มเดินหน้าแล้ว&amp;nbsp; จากผืนดอยหัวโล้นกำลังกลายเป็นเมืองป่าไม้&amp;nbsp; เป็นป่าไผ่เขียวขจี&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรชาวแม่แจ่มก็มีความหวังที่จะปลดหนี้สิน&amp;nbsp; มีรายได้&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เหลือแต่เพียงรัฐเท่านั้นที่จะมีนโยบายสนับสนุนชาวแม่แจ่มให้เป็นจริงได้อย่างไร ? &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14229</URL_LINK>
                <HASHTAG>OTOP, Thailand  Social  Expo 2018, พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์, พอช, มหาดไทย, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สมเกียรติ   มีธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชียงใหม่, แม่แจ่มโมเดลพลัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180727/image_big_5b5affeb295ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
